สพฺพทานํ   ธมฺมทานํ   ชินาติ   การให้ธรรมะเป็นทาน   ชนะการให้ทั้งปวง

        หน้าแรก
        ประวัติวัดสันติวรญาณ
        ประวัติหลวงปู่อ่ำ ธมฺมกาโม
        ธรรมะหลวงปู่อ่ำ ธมฺมกาโม
        กิจกรรม
        ข่าวสาร
        เกี่ยวกับผู้จัดทำ
        แผนที่ไปวัดสันติวรญาณ
        ปฏิทิน
        หน้าวิชาการ

 

                                        

                                           แม่ชีแก้ว เสียงล้ำ
                                 ประวัติคุณแม่ชีแก้ว
  เสียงล้ำ

 ชาติภูมิ ของท่านเป็นคนบ้านห้วยทรายโดยกำเนิด  เกิดเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๔     บ้านห้วยทราย   ตำบลคำชะอี  อำเภอคำชะอี  จังหวัดมุกดาหาร  เป็นบุตรของ  ขุนธรรมรังสี  (ซ้น  เสียงล้ำ) กับนางด่อน  เสียงล้ำ นามเดิมของท่านคือ  นางตาไป่  เสียงล้ำ  แต่งงานกับนายบุญมา  เสียงล้ำ  เมื่ออายุได้  ๑๗  ปี  อยู่ด้วยกันมา  ๑๙  ปี  โดยไม่มีบุตรด้วยกัน
 ประมาณปี  พ.ศ. ๒๔๖๐  ท่านพระอาจารย์เสาร์  กนฺตสีโล  กับพระอาจารย์มั่น  ภูริทตฺโต  กับ  พร้อมคณะอันมีพระอาจารย์ขาว  อนาลโย  พระอาจารย์ชอบ  ฐานสโม  พระอาจารย์ฝั้น  อาจาโร    พระอาจารย์เทสก์   เทสรํงสี พร้อมพระภิกษุสามเณร     ประมาณ ๖๐ - ๗๐ รูป     ได้เดินธุดงค์มา     พำนักที่บริเวณวัดหนองน่อง  ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสำนักชีแห่งนี้  ห่างประมาณ ๑ กิโลเมตร        หลวงปู่มั่น  ภูริทตฺโต  ได้อบรมสั่งสอนญาติโยมในละแวกหมู่บ้านใกล้เคียง  โดยแนะนำสั่งสอนให้นั่งภาวนาพุทโธและพิจารณาร่างกายของตนเอง  ว่าไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน  มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตามสังขารด้วยกันทุกคน  ท่านเป็นคนหนึ่งที่ได้ไปรับฟังคำสั่งสอนในครั้งนั้น  (อายุได้ ๑๖ ปี) เผอิญในคืนนั้น  เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น. ท่านได้บำเพ็ญภาวนาตามคำสอนของ หลวงปู่มั่น  ภูริทตฺโต จิตของท่านได้สงบเงียบไปเลยเป็นนิมิตเกิดขึ้นท่านเห็นตัวของท่านเองนอนตายได้นิมนต์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต  และพระสงฆ์มาสวดมาติกา  ตามนิมิตของท่าน  จนกระทั่งเวลาประมาณ ๐๔.๐๐ น. ท่านตื่นจากนิมิต  ใจพะวงว่าใครหนอจะนึ่งข้าวใส่บาตร  ขณะนั้นใจของท่านอิ่มเอิบเป็นที่สุด    ในคราวต่อมาท่านพร้อมด้วยชาวบ้านได้เข้าไปฟังเทศนาจากหลวงปู่มั่น  ภูริทตฺโต  อีกพอได้โอกาสท่านได้เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้นให้หลวงปู่มั่น  ภูริทตฺโต  ฟัง หลวงปู่มั่น  ภูริทตฺโต  ได้บอกว่าเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้วในระดับเบื้องต้น  ต่อมาท่านก็ได้ปฏิบัติมาเรื่อย ๆ  จนกระทั่งคณะของหลวงปู่มั่น  ภูริทตฺโต  ได้ลาญาติโยมเพื่อจะไปธุดงค์ในถิ่นอื่น ๆ  ก่อนจากไปได้ปรารภกับคุณย่าว่า “หากเจ้าเป็นผู้ชาย เราจะให้บวชเณรและติดตามไปด้วย  นี่เจ้าเป็นหญิง ไปด้วยก็ลำบาก และได้สั่งว่าให้หยุดภาวนาตั้งแต่นี้ต่อไป  ให้ใช้กรรมไปตามประสาโลก ๆ” ครูบาอาจารย์รุ่นหลัง ๆ ได้สันนิษฐานว่า  ที่หลวงปู่มั่น  ภูริทตฺโต  ให้หยุดภาวนานั้นเพราะเป็นจิตที่โลดโผน  ถ้ามีผู้แนะนำที่ดี  ก็จะไปได้ดี  ถ้าไม่มีผู้แนะนำ  อาจจะทำให้เสียคนไปก็ได้    ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๑  ท่านได้แต่งงานอยู่กินกันมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๐  ท่านได้ขออนุญาตกับสามีว่าต้องการจะบวช  ฝ่ายสามีพยายามทัดทานอ้อนวอนหลายครั้ง หลายคราก็ไม่เป็นผลสำเร็จและในที่สุดความตั้งใจอันแน่วแน่ของท่านก็บรรลุผล  ท่านได้เข้าบวชเป็นชีตามปรารถนา   โดยมี  พระอาจารย์คำพัน  กันตสีโล  เป็นอุปัชฌาย์ที่วัดหนองน่อง  ต่อจากนั้นได้ติดตามพระอาจารย์คำพัน  กันตสีโล ไปอยู่ที่วัดภูเกล้า  (ห่างจากสำนักชีแห่งนี้ไปทางทิศใต้ประมาณ   ๓๐ กิโลเมตร)  ท่านอยู่ที่ วัดภูเกล้ากับเพื่อนชีด้วยกัน ๔ คน  กับพระอีก ๖ รูป     ท่านได้บำเพ็ญภาวานาอยู่ที่นั่นจนเกิดความรู้แปลก ๆ ต่าง ๆ หลายอย่างที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นมาก่อน  ท่านอยู่ที่นั่นได้ ๘ ปี เผอิญในเวลาต่อมาพระอาจารย์คำพันได้ลาสิกขาบท  ท่านกับคณะแม่ชีได้พากันกลับมาที่บ้านห้วยทรายและได้พูดกับญาติพี่น้องลูกหลานตั้งสำนักชีแห่งนี้ขึ้นใน ปี พ.ศ. ๒๔๘๘ และเป็นสำนักชีแห่งแรกที่ไม่มีพระภิกษุอาศัยอยู่ด้วยแต่แม่ชีก็ยังปฏิบัติธรรมอย่างเดียว  ท่านได้ไปกราบหลวงปู่มั่น  ภูริทตฺโต  ที่อำเภอ พรรณานิคม  จังหวัดสกลนคร  เป็นครั้งคราวแล้วกลับมาจำพรรษาที่วัดนี้ตลอดเวลา  ครั้ง พ.ศ. ๒๔๙๒  หลวงปู่มั่น  ภูริทตฺโต ได้มรณะภาพที่        วัดป่าสุทธาวาส  จังหวัดสกลนคร  ท่านพร้อมกับชาวบ้านได้พากันไปร่วมงานฌาปนกิจศพด้วย 
 พ.ศ. ๒๔๙๗ พระอาจารย์มหาบัว    ญาณสมฺปนฺโน   วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี  ได้จาริกเดินธุดงค์มาถึงบ้านห้วยทราย และได้พาคณะพระภิกษุและสามเณรมาจำพรรษาที่ วัดป่า     บ้านห้วยทราย  แต่ตัวของพระอาจารย์มหาบัว  ญาณสมฺปนฺโน  กับสามเณรอีก ๑ รูป  ได้ขึ้นไป     จำพรรษาที่ถ้ำนกแอ่น  ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านห้วยทรายไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๒ กิโลเมตร  ในช่วงที่จำพรรษานั้น  ท่านคุณย่าขึ้นไปฟังเทศน์จากหลวงตามหาบัว  ญาณสมฺปนฺโน  เป็นครั้งคราว      ท่านหลวงตาได้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม  บำเพ็ญเพียรภาวนา  ทั้งหมดให้ท่านคุณย่าตลอดการจำพรรษาที่   วัดป่าบ้านห้วยทราย ตลอด ๔ พรรษา    ต่อมาหลวงตามหาบัว  ญาณสมฺปนฺโน  ได้ปรารถถึงโยมมารดาที่บ้านตาด จังหวัดอุดรธานี  ว่าท่านคุณย่าเป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะอบรมถ่ายทอดความรู้อบรมธรรมะให้มารดาของท่านได้ เพราะเป็นหญิงด้วยกัน ต่อมาท่านคุณย่าพร้อมคณะอีก ๒ ท่านได้เดินไปจังหวัดอุดรธานีตามที่  พระอาจารย์มหาบัวต้องการ ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๘ แล้วท่านก็ได้บวชโยมมารดาของ  ท่านหลวงตามหาบัว  ญาณสมฺปนฺโน  สมความตั้งใจของหลวงปู่จากนั้นหลวงปู่มหาบัวได้พาคณะสงฆ์และแม่ชีไปจำพรรษาที่ วัดสถานีทดลอง จังหวัดจันทบุรี เวลาได้  ๑ พรรษาโยมมารดาของ       หลวงตามหาบัว  ญาณสมฺปนฺโน  อยากกลับภูมิลำเนาเดิม  ซึ่งหลวงตาก็ได้อนุญาตและได้พาคณะกลับมาสร้าง   วัดป่าบ้านตาด  อันเป็นภูมิลำเนาเดิมในปี พ.ศ.๒๔๙๙ ท่านคุณย่าได้จำพรรษาอยู่ที่  วัดป่าบ้านตาดกับโยมมารดา  หลวงตามหา  บัว  ญาณสมฺปนฺโน จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๐ เมื่อเป็นเวลาอันสมควร     ท่านคุณย่าได้กราบลาหลวงตามหาบัว  ญาณสมฺปนฺโน กลับภูมิลำเนาเดิมที่บ้านห้วยทรายและได้บำเพ็ญเพียร ภาวนา อบรม สั่งสอนชาวบ้านตลอดมาและมีสานุศิษย์อย่างกว้างขวางทั้งใกล้และไกลด้วยความเลื่อมใสศรัทธา      ครั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐ ท่านคุณย่าได้ป่วยด้วยโรคประจำตัว และมีคุณหมอเจริญและคุณหมอบุญเลี่ยม  วัฒนสุชาติ  จากกรุงเทพฯ  ได้นำคุณย่าไปรักษาที่โรงพยาบาลพร้อมมิตร กรุงเทพฯ  ระยะหนึ่ง อาการของคุณย่าหายเป็นปกติจึงได้กลับบ้านห้วยทราย         ต่อมากอาการป่วยของท่านคุณย่าก็มีเป็นครั้งคราวได้มี คุณหมอเพ็ญศรี  มกรานนท์  ซึ่งเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กรุงเทพฯ ได้ขึ้นมากราบ หลวงตามหาบัว    ญาณสมฺปนฺโน  และกราบคุณย่าเป็นครั้งคราว เห็นว่าท่านคุณย่าสมควรได้รับการดูแลและรักษาอย่างใกล้ชิด พร้อมนี้คุณหมอเพ็ญศรี ท่านก็ต้องการปฏิบัติธรรมด้วยจึงได้ลาออกจากราชการมาดูแลและเฝ้ารักษาท่านคุณย่า  จนถึงวาระสุดท้าย  นับเป็นเวลา ๑๔ ปี   จนกระทั่ง วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๓๔ เวลา ๐๙.๒๕ น. ท่านก็ได้จากไปด้วยอาการอย่างสงบ สิริอายุรวมได้ ๙๐ ปี และรวมเวลาที่บวชชีเป็นเวลา ๕๔ พรรษา  ตลอดเวลา ๕๔ พรรษาที่ท่านได้อยู่ในการบวชเป็นชีนั้น  ท่านคุณย่าของเราได้บำเพ็ญเพียรภาวนา ปฏิบัติธรรม  โดยสม่ำเสมอตลอดมา  มิได้เคยประพฤติผิดในครองชีเพศเลย  ด้วยอานิสงส์แห่งการบำเพ็ญเพียร ภาวนา  ปฏิบัติธรรมอันแน่วแน่ของท่านคุณย่านี้  ทำให้ท่านคุณย่าของเราได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากสาธุชนโดยทั่วไปเป็นจำนวนมากได้มาให้ความเคารพกราบไหว้มิได้ขาด  สาย  บัดนี้ท่านคุณย่าได้จากเราไปแล้ว  คงเหลือแต่คุณงามความดี  และแนวปฏิบัติที่ท่านเพียรพยายามทำไว้ให้เป็นอนุสรณ์แก่พุทธศาสนิกชนสืบไป

  แม่ชีแก้ว  เสียงล้ำ
นามเดิม
  ตาไป่   เสียงล้ำ
บิดา   ขุนธรรมรังสี  (ซ้น  เสียงล้ำ)
มารดา   นางด่อน  เสียงล้ำ
เกิด เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๔ ณ บ้านห้วยทราย ตำบลคำชะอี   อำเภอคำชะอี   จังหวัดมุกดาหาร

ศึกษาอบรมธรรม 
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ พระอาจารย์เสาร์  กนฺตสีโล  กับพระอาจารย์มั่น  ภูริทตฺโต  พร้อมด้วยลูกศิษย์มีพระอาจารย์ขาว  อนาลโย  พระอาจารย์ชอบ  ฐานสโม   พระอาจารย์ฝั้น  อาจาโร  พระอาจารย์เทสก์  เทสฺรํสี  พร้อมพระภิกษุสามเณร ประมาณ ๗๐ รูป เดินธุดงค์มาบริเวณใกล้บ้านคุณแม่ชีแก้ว (ขณะนั้นอายุ ๑๖ ปี)
พ.ศ. ๒๔๘๑ บวชชีที่วัดหนองน่อง บ้านห้วยทราย อำเภอคำชะอี   จังหวัดมุกดาหาร  
พ.ศ. ๒๔๙๔ – ๒๔๙๗ พระอาจารย์มหาบัว   ญาณสมฺปนฺโน  ได้มาจำพรรษาที่บ้านห้วยทราย   คุณแม่ชีแก้ว   ได้รับการอบรมธรรมและอุบายธรรมจนถึงที่สุดแห่งการปฏิบัติและเป็นแม่ชีที่ พระอาจารย์มหาบัว  ญาณสมฺปนฺโน  ยกย่องว่า “สามารถรู้วาระจิตของผู้อื่น” 
มรณะ วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๓๔ เวลา ๐๙.๒๕ น. สิริอายุรวม ๙๐ ปี บวชเป็นชี     ๕๔ พรรษา หลวงตามหาบัว   ญาณสมฺปนฺโน  เป็นประธานประชุมเพลิง     คุณแม่ชีแก้ว  เสียงล้ำ  ซึ่งจัดขึ้นอย่างสมถะเรียบง่ายแต่คลาคล่ำไปด้วย     พระกรรมฐาน  หลังประชุมเพลิงเสร็จไม่นานอัฐิท่านกลายเป็นพระธาตุ

  แม่ชีอรหันต์
รู้เหตุการณ์ในอดีต  อนาคต เปรต ภูตผี เทวดา และพวกกายทิพย์
  ผู้เฒ่าแม่แก้วอัฐิเป็นพระธาตุแล้ว  ผู้เฒ่านี้ถ้าพูดตามหลักความจริงก็ผ่าน (สิ้นกิเลส) มาหลายปีแล้วนี่นะ  ถ้าจำไม่ผิดเราว่าตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๕ นู้น นานเท่าไร
นามเดิม  ตาไป่  เสียงล้ำ
  มีความหมายว่า  ผู้คนมากมายมองมาเป็นสายตาเดียวกัน
              จุดรวมของเหล่าสายตา
              จุดรวมของการจ้องมอง
 ทั้งนี้เพราะผู้ถูกมองมีคุณสมบัติ  มีคุณธรรม  มีความดี  หรือมีรูปสมบัติ  อีกอย่างก็ตั้งชื่อให้สอดคล้องกับนามของบิดาของคุณแม่ชื่อ นาย ตาซ้น ภายหลังได้ชื่อยศทางราชการเจ้านายยุคสมัยนั้นตั้งชื่อให้ว่า “ขุนธรรมรังสี”  มารดาชื่อ นางด่อน  เสียงล้ำ
เกิดเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๔๔๔
 ณ บ้านห้วยทราย  ต.คำชะอี  อ.คำชะอี  จ.มุกดาหาร  เดิมเป็นอำเภอมุกดาหาร  จังหวัดนครพนม  ต่อมาอำเภอมุกดาหาร  ได้ยกฐานะเป็นจังหวัด  จึงขึ้นกับจังหวัดมุกดาหาร

ต้นตระกูล  เป็นชนชาวภูไท  อันเป็นชนเผ่ารักสงบ ชอบอิสระ  มีความภาคภูมิในความเป็นไท และนับถือเชื้อสายญาติพี่น้องชนเผ่าเดียวกัน  แม้อยู่ไกลกัน ก็ยังนับไล่เลียงลำดับสายเครือญาติเดียวกัน  อีกทั้งนับเป็นชนเผ่า ที่มีขนบธรรมเนียมประเพณี ที่เป็นตัวของตัวเอง  รักสามัคคี  กตัญญู ชาวภูไท บ้านห้วยทรายเป็นต้นตระกูล เชื้อเจ้าภูไท ทางฝ่ายหญิง คือ ทางฝ่ายเจ้าแก้ว  ผู้พี่สาวของเจ้ากล่ำ และเจ้าก่า   ด้วยพื้นเพของต้นตระกูลฝ่ายหญิง จึงแสดงออกซึ่งความรักสงบ  ความคิดเฉียบแหลม  ปัญญาคม เด็ดเดี่ยว  รักญาติพี่น้อง ตั้งมั่นอยู่ในความยุติธรรม   เพราะจะเห็นได้จากคำของคนคนเฒ่าโบราณ ว่าแต่ก่อนพากันนับถือผีหิ้งผีหอ ผีทะดา เพราะเชื่อกันว่า ผีเหล่านั้นเป็นผีปู่ผีย่า  ปู่สังกับสาย่าสังกับสี มีการเซ่นสรวง  บูชานับถือเป็นสรณะที่พึ่งของชนเผ่า ต่อมาเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. ๒๔๕๗ – ๒๔๖๐  หลวงปู่เสาร์  กนฺตสีโล  พร้อมคณะสงฆ์หมู่หนึ่งได้มาจำพรรษา  โปรดผู้คนในแถบถิ่นนี้ ในครั้งนั้น เรียกพระสงฆ์หมู่แรกที่มาเยือนบ้านห้วยทรายว่า “พระอัสดงค์”  หรือ “พระหัสดงค์”  ซึ่งองค์หลวงปู่เสาร์  กนฺตสีโล  ก็ให้ความหมายว่า   “พระสงฆ์ สามเณรผู้ทำความดับทุกข์อยู่เสมอตลอดเวลา”  ด้วยเหตุนี้จึงได้รับเมตตาธรรมกรุณาธรรม จากพระปฐมจารย์ของชาวบ้านห้วยทราย    องค์ท่านได้แนะนำให้การศึกษาอบรม แจกจ่ายอุบายธรรมให้เรียนรู้ในข้อประพฤติปฏิบัติจึง ได้พากันเปลี่ยนแนวคิด ตลอดจนเปลี่ยนขนบประเพณีดั้งเดิมมาเป็นการนับถือพุทธศาสนาแทนการถือผีสางมลางบรรพ์  ทั้งนี้เพราะเห็นว่าดีกว่า เหมาะสมกว่า  มีเหตุมีผล  นำความสงบสุขมาสู่หมู่ตน  และเป็นผลเป็นประโยชน์ต่อไปในภายภาคหน้า     ด้วยเหตุนี้เอง บิดามารดาคนเฒ่าคนแก่ ชาวบ้านห้วยทรายในยุคสมัยนั้น จึงละทิ้งเผาผีหิ้ง    ผีหอมานับถือพระไตรสรณคมณ์  เป็นแก่นเป็นหลักของใจ   เป็นที่ระลึก เป็นที่พึ่ง  เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตจิตใจ    แม้ว่าในยุคสมัยแรก ๆ นั้นมีผู้ปัญญาน้อยนั้น คิดอ่านแบบเดิม ยังจะต่อต้าน หรือแสดงการปฏิเสธแนวของพุทธศาสนา โดยองค์หลวงปู่เสาร์  กนฺตสีโล อยู่บ้าง  ก็เป็นธรรมดาของสัตว์โลกผู้โมห์เมามืดเมาหลงอยู่   ในครั้งนั้น วิถีชีวิตของชาวบ้านคนเฒ่าคนแก่ เปลี่ยนแปลงไปมากที่สำคัญ คือ ทำให้เกิดสำนักสงฆ์แห่งใหม่เกิดขึ้น โดยอยู่ทางใต้ของหมู่บ้าน ตั้งอยู่กลางดอนทุ่งนา  เรียกชื่อกันว่า วัดหนองน่อง  มีหมู่พระกรรมฐานตามมาอีกมากมายที่สุด ๖๐ – ๗๐ รูป    ต้นตระกูลของคุณแม่แก้ว  เสียงล้ำ   ต้นตระกูลของ หลวงปู่จาม  มหาปุญโญ   จึงเรียกได้ว่าเป็นตระกูลสัมมาทิฏฐิ  มีศรัทธา  อย่างมั่นคงแรงกล้าในปฏิปทาของพระธุดงค์กรรมฐาน  ผู้วางแนวทางสัมมาทิฏฐิ  สืบมาจนปัจจุบัน คุณย่าแก้ว  เคยเล่าว่า “เป็นเด็กน้อยก็ไปส่งจังหัน เตรียมของใส่บาตร  ช่วยดายหญ้าวัด  ช่วยตักน้ำช่วยหาฟืน  ทำทุกอย่างแล้วแต่คนเฒ่าท่านจะใช้ให้ช่วยทำอะไร”  ทั้งนี้เพราะบิดามารดาของท่านเป็นผู้อุปัฏฐากดูแลพระธุดงค์กรรมฐานหมู่นี้อันมี องค์หลวง   ปู่เสาร์   กนฺตสีโล เป็นประธานสงฆ์อยู่  หลวงปู่จาม  มหาปุญโญ  เล่าว่า  “เรือนของบ่าวตาซ้น เรือนหนึ่ง  เรือนของพ่อออกแม่ออกเรือนหนึ่ง เรือนของบ่าวพรหมาเรือนหนึ่ง สามเรือนนี้เป็นตัวตั้งในการดูแลสร้างวัดหนองน่อง  ทำร้านนอน ร้านน้ำ หอฉัน ทางจงกรม ที่พักของพระเณร เพิ่นครูอาจารย์เสาร์มาอยู่ก่อนเพิ่นครูอาจารย์มั่น    – ๓ ปี  เพิ่นครูอาจารย์มั่น มาอยู่ทีหลัง”  คุณย่าแก้ว  เคยเล่าว่า  “เราเป็นเด็กน้อย  เป็นผู้หญิง ไปวัดก็ต้องไปกับพ่อกับแม่  เข้าใกล้ พระเณรนักก็มิได้  แม้แต่นั่งฟังเทศน์ธรรม  ก็นั่งอยู่ห่าง ๆ พอได้ยิน  อัญญาท่านเสาร์เพิ่นสอนให้ไหว้พระสวดมนต์  ให้แผ่เมตตา  ให้รู้จักทำบุญให้ทาน  สอนให้รู้ในข้อปฏิบัติของพระธุดงค์  ว่าควรทำอะไรบ้างจึงไม่ผิดพระวินัย  การปฏิบัติระหว่างกันของพระเณรกับญาติโยม  ลูกหลานก็คนเฒ่าพ่อแม่สอนให้ไหว้พระสวดมนต์แผ่เมตตาก่อนนอน แม้บางครั้งลูกเล็กเด็กน้อยป่วยนานหาย เข้าหา   อัญญาท่านเสาร์  ท่านก็ว่า “สูเจ้าไม่ไหว้พระสวดมนต์ก็อยู่ไม่สบายอย่างนี้  ให้รู้จักไหว้พระก่อนนอนก่อนตื่น  ระลึกถึงพระพุทธเจ้า  พระธรรม  และพระสงฆ์ ก็จักหายได้”  ก็นับเป็นอัศจรรย์อยู่บ้าง อาการป่วยไข้ของลูกเล็กเด็กน้อยก็หายไปได้”  อาจจะเป็นด้วยเหตุนี้ก็ได้ที่เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ไม่ชอบพระอัสดงค์ก็ว่าพระธุดงค์หมู่นี้เป็นผียักษ์เชื้อมาร จะมากินเด็กน้อยให้ล้มตายไป  แต่ในที่สุดก็มิได้เป็นเช่นนั้นพอเด็กเล็กหายจากป่วยไข้เพราะผู้เป็นพ่อเป็นแม่ ทิ้งผี มานับถือพระ
                                 

ประมวลคำสอน   ของ องค์หลวงปู่เสาร์  กนฺตสีโล
ถ่ายทอดโดย คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ
   ให้พากันละบาปและบำเพ็ญบุญ    อย่าให้เสียชีวิตลมหายใจไปเปล่า  เพราะได้มีวาสนาเกิดมาเป็นคนแล้ว    เขาสิเชื่อความดีที่เฮาเฮ็ด    หลายกว่าคำสอนที่เฮาเว้าเฮาสอน    ข้อยเฮ็ดให้เบิ่งยังบ่เบิ่ง    เทศน์ให้หมู่เจ้าฟัง  หมู่เจ้าสิฟังอยู่บ๊อ   ปฏิบัติให้เบิ่งอยู่ทุกมื้อ   เฮ็ดหยังคือ บ่เฮ็ดตาม    ดีก็รู้อยู่แล้ว  ชั่วก็รู้อยู่แล้ว    จะเอาอิหยังมาว่ามาสอนอีก    ดีกับชั่วมันมีอยู่ในโลกนี้    หนีไปจากโลกสงสารนี้   แล้วกะไม่มีดีไม่มีชั่ว   เกิดมาเป็นคน    อย่าเอาคลองสัตว์มาประพฤติ  เพราะ  เฮาจะตกต่ำกว่าสัตว์ไปอีก   อย่าพากันทำ    อย่าเฮ็ดความชั่ว    ให้ทำความดี    นั่งสมาธิ  เดินจงกรม  ปฏิบัติเจ้าของ   จะให้ทานมากหลายท่อใด๋   กะสู้บวชเป็นชีเป็นขาวรักษาศีลอุโบสถบ่ได้   รักษากายให้บริสุทธิ์    รักษาวาจาให้บริสุทธิ์    รักษาใจให้บริสุทธิ์  เด้อ  หมู่เจ้าทั้งหลายทุกคน    ให้ภาวนา “พุทโธ” - “พุทโธ”    ให้พากให้เพียรกับเจ้าของ    ตั้งใจให้ดี  ตั้งสติให้ดี    เกิดกับตายเป็นของคู่กัน    อย่าลืมตาย    อันใด๋ที่เฮาเฮ็ด    มันมีน้ำหนักกว่าคำเว้า    ขนฺติ  อด     ขนฺติ  ทน   เป็นไฟเผาบาป

ชีวิตวัยเยาว์
  อายุของคุณแม่ได้ ๔ ปี โยมแม่ของคุณแม่ได้ถึงแก่กรรม  แม้อายุยังน้อยแต่ก็พอรู้จักความของผู้คนได้  รู้ว่าตาย ใครตายแล้วก็ไม่มีใครกลับมา  ทุกข์เพราะเกิด ทุกข์เพราะตาย ในครั้งนี้นับว่าคุณแม่ได้รับรู้เป็นครั้งแรก
  พออายุรุ่นสาวขึ้นมาหน่อย  ก็ฝึกหัดการงานในหน้าที่หญิงแม่บ้าน ปลูกฝ้ายเอามาทอผ้า  ปลูกครามเอาไว้ย้อมผ้า  ทอผ้า  เย็บหมอน  มัดหมี่  เย็บสะนะที่นอน  หานุ่นมายัด  ทำผ้าเก็บ  ทำผ้าสี่เหา  ทำผ้านวม  เก็บเอาไว้ทุกปี
  กว่าจะพร้อมเป็นสาวแต่งงาน  ก็มีเครื่องแต่งงานดองหรือเรียกว่างานบุญสู่  อย่างมากมาย  สวยงาม  ฝีมือพอที่จะอวดอ้างเพื่อนบ้านได้  และเพียงพอแก่การขมาคารวะกราบไหว้คนเฒ่า  คนแก่ญาติ   ผู้ใหญ่
  จึงว่ากันว่า “เจ้าบ่าวบ้านไกลมาได้สาวภูไทก็สบายใจ”  “คุณแม่บวชเมื่ออายุ ๓๖ ปี  ท่านพากเพียรพยายามขออนุญาตสามีออกบวชอยู่ ๒ ปี  ฝ่ายสามีจึงยินยอม แต่มีข้อตกลงกันอยู่ว่าให้บวชแต่พรรษาเดียวเท่านั้น และห้ามเก็บเอาเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ของคฤหัสถ์ไปด้วย  ของเหล่านี้ให้เก็บไว้อย่างเดิม
  ฝ่ายคุณแม่ก็ตกลง   แต่กระนั้นก็ตาม ฝ่ายสามีคือ นายเชียงมุนหรือนายบุญมา  เสียงล้ำ  ก็หาได้ตกลงใจให้บวชไม่  เพราะท่านได้ทัดทาน ปัดป่าย  บ่ายเบี่ยง เลี่ยงหลบ  การอ้อนวอนขออนุญาตของคุณแม่ในทุกครั้งหลายครั้งหลายครา  คงเป็นเพราะเดชะบุญกุศลอันคุณแม่ได้สะสมในภาระสมภาระมาแต่เนิ่นนาน อีกทั้งบารมีธรรมน้ำใจของคุณแม่ก็เด็ดเดี่ยวกล้าหาญยิ่งนัก      จนที่สุดผู้เป็นสามีก็พ่ายแพ้อัปราชัย  ยอมให้บวชได้แต่กำหนดข้อแม้เงื่อนไขเอาไว้ดังปรากฏข้างต้น 
  ในครั้งนั้นคุณแม่เล่าว่า  “เบื่อเต็มทน  ทุกข์เต็มทน หน่ายเต็มที่แล้วในชีวิตประสาชาวโลก  วันใดที่คิดถึงธรรมและคำของเพิ่นอัญญาท่านมั่น  ก็นอนร้องไห้  ค่ำคืนดึกดื่นนึกถึงวันใดก็เศร้าใจน้อยใจตัวเอง ร้องไห้นอนตะแคงร้องไห้  ไปไร่ไปนาก็ร้องไห้  หลบร้องไห้อยู่คนเดียวผู้เดียว  คิดหาหนทางแก้ไขจะเป็นจะไปของตน  ไปวัดเพิ่น (สามี) ก็ห้ามไป  ให้ใส่บาตรได้  ไปหาคณะแม่ชีที่บวชอยู่วัดก็ห้ามมิให้ไป  จะนั่งภาวนาอยู่บ้านก็มิได้ ให้ทำแต่ไหว้พระสวดมนต์
  เพิ่น (สามี)  ว่าอย่างใด  ห้ามอย่างใด ก็ยอมอ่อนยอมน้อมเพิ่นหมด ที่น่าเบื่อที่สุดก็คือ ประสาโลกคู่ผัวตัวเมีย     มันเบื่อมันหน่ายพอ ๆ แล้วหาความยินดีอะไรมิได้ทั้งนั้น รังเกียจแม้กระทั่งเครื่องนุ่งหุ่มของคฤหัสถ์”    “มาบวชเป็นลูกแม่แล้วนี้ให้พากันตั้งใจอย่าให้เป็นหมา  ให้เป็นคน  เป็นคนผู้สมบูรณ์ เป็นแม่ชีที่งดงาม  อด อด เพียร เพียร ให้เรียนที่ตนเองนี้”  คุณแม่จะให้โอวาททุกคืน ตักเตือน  ชี้แจงแนะนำตั้งแต่กิริยากาย กิริยาวาจา  กิริยาจิต            กิริยาวัตถุ  สอนจนหมดทุกกิทุกกีไม่ข้ามไม่มีหลงมีลืม  คิดแล้วตกคืนหนึ่ง ๆ หลายชั่วโมง ยกคติเรื่องราวของครูบาอาจารย์มาสอน  คุณแม่มิได้เล่าแต่เฉพาะนิมิตให้ฟังอย่างเดียวแต่คุณแม่จะสรุปรวมนิมิตเรื่องราวต่าง ๆ ให้ได้ถึงคติธรรมอยู่เสมอทุกครั้งทุกเรื่องไป  และบ่อยครั้งที่คุณแม่มักจะ ปรารภว่า    “ก็ครูบาอาจารย์ท่านห้ามมิให้แม่หลงใหลในนิมิต จิตภายนอก แม่นี้ก็มิได้หลงมิได้ไหลรู้เห็นเป็นอยู่  แม้ไม่อยากมันก็เห็นก็เป็นแต่แม่นี้ก็ได้ธรรมคติจากนิมิตนั่นเสมอมา”    “ขอให้ลูกของแม่ ถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นแนวทางดำเนินเดินดุ่มข้างหน้า  อย่าห่วงหลังแลคอยภพน้อยภพใหม่อันพาไหลพาหลง ขอให้พากันตรงเดินแต่ต่อต้าน อย่าได้เกียจคร้านขดคู้อยู่แต่บ่อนนอน  ให้เฝ้าสอนจิตตนค้นหาแต่ใจของเราผู้เดียวแค่นี้”   การสอนการอบรมของคุณแม่นั้น  มีอยู่คนเดียวก็บอกก็สอน  ให้การอบรมอยู่เสมอมิได้ขาด  ไม่คร้านไม่เกี่ยงว่าคนน้อย คนมา  ความหวังดีต่อศิษย์ต่อลูก ๆ ของคุณแม่นั้นไม่มีที่ติที่ติง    “เป็นลูกแม่อย่าให้เป็นหมา  ให้เป็นคนเด้อลูกเด้อ”   เมื่อตัดขาดจากครัวเรือนแล้ว นับแต่วันนั้นมาคุณแม่พร้อมด้วยคณะของคุณแม่ชีมะแง้  ผิวขำ   ได้เรียนปรึกษากับพระอาจารย์พัน  กนฺตสีโล ว่าพวกตนนี้อยู่ใกล้ครัวเรือน เพื่อนบ้านลูก ๆ หลาน ๆ ก็มีเหตุพาให้กังวลอยู่บ้าง เพราะเดี๋ยวเรื่องนั้นเดี๋ยวเรื่องนี้  คนนั้นบ้างคนนี้บ้างจึงเป็นเหตุอยู่มิใช่น้อยอันจะก่อความกังวลวุ่นวายอยู่  จะทำอย่างไร  พระอาจารย์พันจึงว่าจะพาย้ายไปอยู่ภูเก็า บ้านโคกกลางห่างออกไปจะได้ตัดปัญหาเรื่องนี้
  ทั้งหมดจึงได้ตกลงกันตามนั้น  แล้วย้ายกันไปตั้งสำนักอยู่ภูขี้ควายหรือภูเก็า  ที่ไปอยู่ภูเก็าได้หลายเดือนเกือบปีทราบว่าเพิ่น (สามี)  ก็เสาะหาสาวคนใหม่แต่ก็ไม่มีใครตกลงยินยอมด้วย  จะเป็นเพราะกรรมตามประสาโลก ๆ  ตามคำว่าไว้ของเพิ่นอัญญาท่านมั่นหลวงพ่อใหญ่จะยังไม่หมด  จึงได้มีเหตุเวรก็คอยกรรมก็จ่อง  เพิ่น (สามี) ก็ตามไป บอกอุบายว่า “ญาติพี่น้องจะแบ่งไร่นาตากล้าสาโททรัพย์สินให้จะว่าอย่างใด อีกทั้งมูลมรดกของค้ำของคุณในเรือนก็มีอยู่จะว่าอย่างใด  จะอยู่หรือจะไปก็ขอให้กลับบ้านคุยกันให้เรียบร้อยดีเสียก่อน”  ฝ่ายคุณแม่ชีแม่ขาวก็ตกลงว่าจะย้อนกลับมาบ้านห้วยทรายเป็นหมู่เพื่อนกับคุณแม่ว่าจริงหรือ เท็จประการใดที่จะจัดสรรปันส่วนมรดกมูลมังของพ่อแม่ เรือกสวนไร่นา เรือนชานบ้านช่อง แม่ไม่ห่วงไม่อาลัย ไม่ต้องการอะไรทั้งหมด  ผ้าผ่อนท่อนแพรก็มีพอได้ใช้แล้ว  ที่ยังห่วงก็คือมีดซะนะหนีบหมาก  กับกิ่งแขน (กำไล) ทองคำหนัก ๑๒ บาท  อันเป็นมูลของแม่ (แม่ของคุณแม่)  สืบมา  อยากได้มาตีเป็นดอกไม้จะนำไปบูชาพระธาตุพนม  ส่วนมีดซะนะหนีบหมากนั้นอยากได้มาใช้เพราะได้ซื้อไว้จากนายฮ้อยคนแกวแต่เมื่อครั้งยังเป็นสาว  จึงได้ย้อนกลับมายังบ้านห้วยทราย  ครั้นมาถึงแล้วเรื่องไม่เป็นเรื่องสำหรับจะล่อล่วงให้แม่กลับบ้านไปติดกับดัก   แต่เป็นการดีสำหรับแม่เพราะแม่ได้มีโอกาสพูดมอบสมบัติใด ๆ ทั้งหมดอันสินสมสร้างร่างแปลงมายกให้เป็นของเพิ่น (สามี)  แม่ขอแต่กิ่งแขนหนัก ๑๒ บาท กับมีดซะนะ เพิ่น (สามี) ก็ไม่ให้   ขออย่างใดก็ไม่ยอมให้ในที่สุดแม่ก็
  ได้ตั้งจิตอธิฐานว่า  “สาธุเน้อ คุณพระพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งเขาอาศัย       คุณพระธรรมเจ้า ผู้เป็นเครื่องบำรุงจิตใจ
       คุณพระสังฆเจ้า ผู้เป็นผู้นำทาง
       คุณบิดา  มารดา  คุณครูอาจารย์  คุณของสามี     ขอจงพยายให้แก่ผู้ข้าฯ ด้วยเถิดว่า  วัตถุใดแม้แต่เล็กแม้แต่น้อยที่เป็นสมบัติพัสถานมูลมังสังขยาที่ได้มาจากพ่อจากแม่  ผู้ข้าฯ ขอยกให้มอบให้แก่สามีผู้ดีของข้าฯ จนหมดจนสิ้น  เพื่อเป็นการชดใช้กรรมเวรที่ร่วมกัน  ขอกรรมเวรนี้อย่าได้เป็นโทษให้เป็นบาปติดตามตัวของ ผู้ข้าฯ นี้ไปอีก     ขอตัดให้ขาด  ขอปาดให้ตก     แม้นับแต่อยู่กินกันมาอย่างสามีภรรยา จิตใจของผู้ข้าฯ  ก็มิเคยคิดนอกอกนอกใจ  การทะเลาะผิดเสียงเรียงคำก็ไม่เคยทำ  วันศีลวันพระก็ก็มขานกราบไหว้ระลึกในคุณของ   ผู้เป็นสามี  หากแม้จะเป็นคุณงามความดีก็ขอให้ผู้ข้าฯ ได้เป็นไปเสียเถิดจากบาปกรรมเวรมีอันนี้”
“คุณแม่ไม่พูดมาก  แต่บอกมาก สอนมาก  ไม่อวดรู้อวดเห็น  แต่หวังดีต่อลูกศิษย์แม่ชีทุก ๆ คน  เพราะท่านหวังให้ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ เกิดขึ้นในจิตใจของทุกคน ตามกุศล วาสนาบารมีมากบ้างน้อยบ้าง ตามควรแก่บารมีธรรมของใครมัน”  บางครั้งมีญาติโยมมาจากไกล ๆ บางคนมาเพื่อดูตัว  บางคนมาเพื่อศึกษาธรรม  บางคนมาตามคำเล่าลือ  บางคนก็มาตามสายคำบอกกล่าวของครูอาจารย์  บางคนก็มาว่า “มากราบไหว้ด้วยความนอบน้อมต่ออุบาสิกาแม่ชีแม่ขาวผู้สุปฏิปันโน  ผู้ปฏิบัติดี  ผู้ปฏิบัติชอบ  ผู้ปฏิบัติตรง”  หากพูดเช่นนี้คุณแม่ก็จะชิงตัดตอนทอนคำพูดของญาติโยมผู้นั้นทันที ว่า “การมาของโยมก็เป็นบุญเป็นกุศลพอควรอยู่แล้ว  คุณแม่ก็ขอให้เป็นบุญเป็นกุศลด้วยเถิด  แต่อย่าได้เอาการเป็นอยู่ของแม่ชีเฒ่า ๆ อยู่บ้านนอกคอกนาไปเทียบเท่ากับพระสังฆคุณผู้ประเสริฐนั้นเถิด”  เป็นอันว่าคำพูดลักษณะที่จะเยินยอต่อความเป็นอยู่หรือต่อความเป็นตัวของคุณแม่ก็เป็นอันระงับลงได้  มีอยู่ครั้งหนึ่งมีคณะผู้แสวงหาโชคลาภ  พวกบัตรเบอร์หวยมากราบไว้คุณแม่  คุณแม่ก็ว่า “ต่อไปอย่ามารบกวนคุณแม่ผู้เฒ่าคนนี้เลย  แก่เฒ่าแล้วไม่ต้องการอามิสใดเครื่องสักการะแต่อันใดหรอก  ขอให้แม่ชีผู้เฒ่าได้อยู่สงบ ๆ เถิด”  แต่กระนั้นก็ตามพวกนักเสี่ยงโชคทั้งหลายก็ยังประสบโชคได้ลาภอยู่เสมอ ๆ  จากตัวเลข อายุบ้าง ตัวเลขจำนวนแม่ชีในวัดบ้าง  ตัวเลขที่เขียนปี พ.ศ. ของสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ภายในวัดบ้าง  “ก็มีอยู่บางคนที่มาถามตรง ๆ ว่า  การบวชของคุณแม่นี้คุณแม่ต้องการอะไร ?  คุณแม่ก็ตอบว่า “ไม่ต้องการอันใดทั้งนั้น จะนั่งเบิ่งจิตเบิ่งใจของตนในความสงบร่มรื่นอย่างเดียวเท่านั้น”
ประมวลคำสอน ของ
  องค์ท่านพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตตมหาเถระ
   ธรรมะ  ธัมโม  เรียนมาจากธรรมชาติ  เห็นความเกิด  ความแปรปรวนของสังขารประกอบด้วยไตรลักษณ์   อย่าเชื่อหมอมากนัก  ให้เชื่อธรรมมากจึงดี  เชื่อกรรม  เชื่อผลของกรรม   อรหันต์ก็เป็นคุณอนันต์  นับหาประมาณมิได้  พระอรหันต์ตรัสรู้ในตัว  เห็นในตัว  มีญาณแจ่มแจ้งดี  ล้วนแต่เล่าเรียนธรรมชาติทั้งนั้น ฯ   ธรรมะชี้เข้ากายกับจิตเป็นคัมภีร์เดิม   ภูเขาสูงที่กลิ้งมาบดสัตว์ให้เป็นจุรณไปนั้น  อายุ ๗๐ ปี แล้วไม่เคยเห็นภูเขา  เห็นแต่ชาติทุกข์  ชราทุกข์  พยาธิทุกข์  มรณทุกข์เท่านั้นแล  ทิฐิมานะเป็นภูเขาสูงหาที่ประมาณมิได้   ธรรมะเป็นต้น  เอโกมีอันเดียว แต่แสดงอาการโดยนัย ๘๔,๐๐๐ ธาตุ ๔ ธาตุ ๖ ธาตุ  ๑๘  ให้เห็นด้วยจักษุด้วย  ให้เห็นด้วยญาณ  คือปัญญาด้วย  นโม  ดิน  น้ำ  บิดา  มารดา  ปั้นขึ้นมา   ๘๔,๐๐๐ เป็นอุบายที่ให้พระองค์ทรมานสัตว์  สัตว์ย่อมรู้แต่ ๘๔,๐๐๐ เท่านั้น  จะรู้ยิ่งไปกว่านั้นเป็นไม่มี เว้นแต่นิสัยพุทธภูมิฯ รู้อนันตนัย หาประมาณมิได้  พ้นจากนิสัยสาวก  สาวกรู้แต่  ๘๔,๐๐๐ เท่านั้น จะรู้ยิ่งไปกว่านั้นมิได้                      
ให้รู้  นโม  นะ  น้ำ  โม  ดิน (อิ  อะ )  อิติปิโสฯ อรหํ  เมื่อรู้แล้วความรู้หาประมาณมิได้  อะ  อิ  สำคัญนัก  เป็นคุณสมบัติของพระอรหันต์ฯ
ธาตุดิน  ธาตุน้ำ  ธาตุลม  ธาตุไฟ  นี้เองทำให้บุคคลเป็นพระอรหันต์
ญาณ  ของพระพุทธเจ้า  ท่านหมายเอา  สกนธ์กาย  เช่น นิมิตธาตุไฟ  ธาตุลม            ธาตุน้ำ  ธาตุดิน  และอาการ ๓๒ เป็นนิมิต  ท่านบอกว่ารู้เห็นเช่นนี้  บรรดาท่านเจ้าคุณทั้งหลายไม่คัดค้านเลย ฯ
สัตว์เกิดในท้องมารดาทุกข์แสน  กามเป็นของต่ำช้าเป็นของที่นำทุกข์เดือดร้อนฯ
โลกสันนิวาส  มีความแปรปรวนตั้งเที่ยงอยู่เช่นนั้น  แต่จิตของเรารักษาไว้ให้ดีอย่าให้ติด  ถ้าไม่ติดก็ได้ชื่อว่าเป็นสุข  ในตอนนี้ท่านแสดงทบไป ทบมาเพื่อให้ศิษย์รู้  พิจารณาค้นกายตรวจกายถูกดีแล้ว ไม่เป็นปัญหาขึ้นมาได้ถ้าไม่ถูกย่อมเป็นปัญหาขึ้นมา      ค้นดูกายถึงหลัก  แลเห็นอริยสัจของจริงแล้วเดินตามมรรคเห็นตัวสมุทัย  เห็นทุกขสัจ     ต้องทำจิตให้เป็นเอก  ต้องสงเคราะห์ธรรมให้เป็นเอกเสมอ ฯ
   อริยสัจ  ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ มรรค  มรค คือ  กาย  วาจา  ใจเป็นมรรค  เข้าไปดับสมุทัย  ดับนิโรธ  นิโรธดับไม่เอา  เอาที่ไม่ดับ  คือดับนั้นยังเป็นตัวมรรค  เอาสิ่งที่ไม่ดับ  สิ่งที่ตั้งอยู่นั้นแหละเป็นตัวให้สิ้นทุกข์
   ปฏิภาค นั้นอาศัยผู้ที่มีวาสนา  จึงจะบังเกิดขึ้นได้  อุคหนิมิต  นั้นเป็นของที่ไม่ถาวร  พิจารณาให้ชำนาญแล้วเป็น  ปฏิภาคนิมิต  ชำนาญ  ทาง ปฏิภาค  แล้วทวนเข้ามาเป็นตน  ปฏิภาคนั้นเป็นส่วนวิปัสสนา ฯ 
   ท่านพิจารณาร่างกระดูกได้ ๕๐๐ ชาติมาแล้ว  ตั้งแต่เกิดเป็นเสนาบดีเมืองกุรุราช  เป็นอุบาสก  ถึงพระรัตนตรัย  
   เจริญทางจิตอย่างเดียว  ตั้งแต่  อุปจารสมาธิ  รู้วาระจิตของผู้อื่นได้  แก้นิวรณ์ได้  แต่โมหะคุมจิต  ถ้าเจริญวิปัสสนา  ถึง อัปปนาสมาธิ  ท่านอาจารย์บอกเช่นนั้น  และบอกว่าทำความรู้ให้พอเสียก่อนจึงไม่หวั่นไหว  
   ให้รู้ที่จะแก้ของจิต  ให้รู้จักภพของตนที่จะไปเกิด ฯ ท่านอาจารย์ได้พิจารณาวัฏฏะ ๕๐๐ ชาติ   
   ต้องผ่านความเห็นผิดมาเสียก่อน  จึงปฏิบัติถูก  ความผิดเป็นเหตุความถูกเป็นผลของความดีทั้งหลาย  ต้องเดินมรรค ๘ ให้ถูกจึงจะแก้ได้เดินตามสายหนทางของพระอริยเจ้า  ใช้ตบะอย่างยิ่งคือความเพียร  จึงจะสอนตนได้  โลกีย์  โลกุตระ ๒ อย่างประจำอยู่ในโลก ๓ ภพ   
   ปัญญามีสัมปยุตทุก ๆ ภูมิ กามาวจร  รูปาวจร  อรูปาวจร  โลกุตระ เหล่านี้ ล้วนแต่มีปัญญษประกอบ  ควรที่เป็นเสียมก็เป็น  ควรที่เป็นขวานก็เป็น  ส่วนที่เฉย ๆ เรื่อย ๆ นั้น เช่นเหล็กเป็นแท่งกลม  จะเอามาใช้อะไรก็ไม่ได้  นี้ฉันใด  
   จะบอกการดำเนิน  วิปัสสนา  และ สมถะ  โดยเฉพาะนั้นมิได้  เพราะมันไปหน้าเดียว  จริตของคนต่าง ๆ กัน แล้วแต่ฉลาดไหวพริบของใคร  เพราะดำเนินจิตหลายแง่แล้วแต่ความสะดวก  
   อย่าให้จิตเพ่งนอก  ให้รู้ในตัว  เห็นในตัว  เมื่อรู้ในตัวแล้วรู้ทั่วไป  เพราะตัวเป็นต้นเหตุ  
   เทศน์เรื่องมงคลวิเลส  ที่มนุษย์  เทวดามีความสงสัยมิได้แก้อัตถะแปลได้เหมือนพระพุทธองค์  มนุษย์เป็นสถานกลาง  อะไรดี  หรือชั่วก็ต้องกลั่นออกไปจากมนุษย์นี้ทั้งนั้น  ทำให้เป็นดีก็มนุษย์  ทำให้ชั่วก็มนุษย์  จะเป็นบุถุชนก็มนุษย์  จะเป็นพระพุทธเจ้าก็มนุษย์  
   ท่านเทศน์ให้สงเคราะห์เข้าตนทั้งนั้น  สุภะ เป็นธาตุบูดเน่า เป็นธรรมชาติของเขา  ร้ายแต่มนุษย์  จิตติดสุภะ  ดื่มสุรา  ท่านยกพระโพธิสัตว์ยศเป็นกษัตริย์  มีเมีย ๖ หมื่น  บุตรราหุล  ท่านก็ไม่เมา  ไหนเรามีเมียตาเปียกคนเดียวติดกันจนตาย  ธาตุเมาอันนี้เป็นธรรมชาติไม่ให้คนสิ้นทุกข์ไปได้  
      

   บุคคลรักษาจิต  ได้แล้วทั้งศีล  แม้รักษาทางปัญญา  ได้แล้ว  ทั้งศีล  สมาธิ  ปัญญา  ดุจข้าวสุกที่สำเร็จแล้ว  เราจะตวงกิน  ไม่ต้องไปกังวลทำนาเก็บเกี่ยว  และข้าวเปลือก  ข้าวสารเลย  กินข้าวสุกแล้วก็เป็นพอนี้ก็ฉันนั้น   เป็นสถานที่สำรวม 
   ภายนอกให้ละเอียดเสียก่อน  แล้วภายในจึงละเอียด  
   ครั้งพระพุทธกาล  บางองค์ติดทางสมาธิ ๕๐ ปี  จึงได้สำเร็จก็มี 
   พระอานนท์ เป็นคลังแห่งพระธรรม อะไรท่านรู้หมดทำเนิ่นช้า เพราะท่านติดพระสูตร  อภิธรรม  ไม่น้อมลงมาปฏิบัติ  จึงสำเร็จช้าอายุ ๘๐ ปี หลังพุทธปรินิพพาน ๓ เดือน  
   พระอานนท์ทำความเพียรในกายวิปัสสนา  กำหนดจิตโดยมิได้ละ  จนขาดตรงทีเดียว  จึงได้ทอดกายด้วยสติ  หัวยังไม่ถึงหมอนจิตก็เข้าสู่ภวังค์  ภวังหายไป เกิดความรู้  เญยธรรม ทั้งหลาย ฯ  
   พระโมคคัลลาน์  สารีบุตร  ล้วนแต่เกิดในตระกูลมิจฉาทิฐิ  โมคคัลลาน์สั่งสอนแม่ไม่ได้เลยทีเดียว ฯ  
   เหตุปจฺจโย โหติ  ธรรมทั้งหลายเกิดเพราะเหตุ  ดับเพราะเหตุ ฯ  
   อย่าเชื่ออภิญญา ฯ ปฏิบัติเพื่อลาภ  ยศ  สรรเสริญ  เป็นอาบัติทุกกฎ  
   ธรรมเป็นของเย็น  พระกรรมฐานอยู่ที่ไหน  สัตว์ป่าต้องอาศัยอยู่  หมูป่าเห็นคฤหัสถ์เป็นยักษ์เป็นมาร  เบียดเบียนสัตว์  ยิงจนไม่มีเหลือ  เสือภูวัว  ท่านอาจารย์ทำอุโบสถ  มันมาร้อง  เมื่อฟังปาติโมกข์จบแล้วมันก็หายไป  ท่านอาจารย์มั่นคุ้นเคยสัตว์เหล่านี้  ท่านรู้วาระจิตสัตว์เหล่านี้  เป็นมิตรสหายกันด้วยธรรมเครื่องเย็นใจ  
   สัตว์เดรัจฉาน  เขาก็มีสัญญา  ปัญญา  นามธรรม  รู้เหมือนกับมนุษย์  แต่เขาพูดไม่ได้  
   ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นนั้นอย่าย้าย มันเต็มแล้วมันย้ายเองท่านเตือนท่านมหาบัว  ฉะนั้นพระโยคาวจรเจ้า  ละกิเลสส่วนใดได้แล้วท่านไม่กลับมาละอีก  เพราะมรรคประหารสิ้นไปแล้ว  เดินหน้าแก้กิเลสใหม่เรื่อยไป  จนละกิเลสรอบ  ไม่เกิดอีก  นี้ก็เป็นอัศจรรย์  
   ให้ม้างกายเป็นนิจนั้นดี  อย่าให้มันหุ้ม  
   สถานที่เข็ดขวาง  ท่านบอกว่าเป็นพวกเปรต  ต้องทำบุญให้ทานอุทิศถึง  เขาก็ได้รับ  อนุโมทนา  หายไปเกิด ณ ที่อื่น ฯ  
   ท่านไม่ชอบฤทธิ์ ชอบภาวนาให้สิ้นกิเลส ฤทธิ์ทั้งหลายเกิดด้วยกำลังสมถะ ฌานสมาบัติทั้งนั้น  ใช้วิปัสสนาอย่างเดียวไม่มีฤทธิ์สำเร็จอรหันต์ 
   ฝึกหัดจิตดีแล้ว  จิตเข้มแข็งมีอำนาจมาก  ย่อมกระทำจิตสารพัดได้ทุกอย่าง  เมื่อเห็นอำนาจของจิตแล้ว  แลเห็นกายเป็นของอ่อนจิตบังคับได้ ฯ 
   เขาโกรธเรา  แต่เราอย่าตอบ  ให้พิจารณาความบริสุทธิ์ละลาย  แล้วยกธงขึ้น  และ  มีอะไรก็สงเคราะห์เขาประมาท  ไม่นานเขากลับคืนดี  ไม่กลับคืนดีก็วิบัติถึงตายทีเดียว 
   ใครจะไปบังคับจิต  นั้นไม่ได้เลย  ต้องสอนจิตให้อยู่ด้วยอุบาย  แม้คำสั่งสอนของ   พระองค์  ล้วนแต่เป็นนโยบายทั้งนั้น  เหตุนั้นท่านจึงไม่ชี้อุบายตรง ๆ ลงไปทีเดียว  จึงชักอื่นมาเปรียบเทียบ ฯ 
   สนิมมันเกิดในเนื้อเหล็ก  กิเลสมันเกิดในดวงจิต  ต้องประหารจิตให้เป็นธรรม
   ในโลกนี้เป็นอัตตาหมด  ไม่มีต้นไม้และภูเขา  วิปัสสนาลบล้างหมด  ไม่มีเชื้อโรคอยู่ในโลกชื่อว่า โลกุตระ
   เรื่อง  กรรรมฐาน ๕  ภาวนาให้มาก  ในร่างกาย  เห็นอสุภะเป็นยาปรัตถ์แก้จิต  พระเณรที่บรรพชาอุปสมบท  ล้วนแต่พระอุปัชฌายะให้กรรมฐาน ๕ มาทั้งนั้น  เป็นหลักสำคัญที่กุลบุตรจะภาวนารู้แจ้งในรูปธรรมเป็น สนฺทิฎฺฐิโก เห็นเอง  เบื่อหน่ายรูปธรรม  อรูปธรรม  และเห็นนามธรรมไปพร้อมกัน 
   การนอน  การสงบเข้าฌาน  เป็นอาหารของจิตและร่างกายอย่างหนึ่ง  สมถะ  ต้องพักจิตสอบอารมณ์  ส่วน  วิปัสสนา  จิตเดินไตรลักษณ์ให้รู้อริยสัจ  เหนื่อยแล้วเข้าพักจิต  พักจิตหายเหนื่อยแล้ว  จิตตรวจอริยสัจอีกดังนี้  ฉะนั้นให้ฉลาดการพักจิต  การเดินจิต  ทั้ง  วิปัสสนาและสมถะพระโยคาวจรเจ้าทิ้งไม่ได้  ชำนิชำนาญทั้งสองวิธี  จึงเอาตัวพ้นจากกิเลสทั้งหลายไปได้  เป็นมหาศีล  เป็นมหาสมาธิ  เป็นมหาปัญญา  มีศีลทั้งอย่างหยาบไปได้  อย่างกลาง  อย่างละเอียด  พร้อมทั้งจิต  เจตสิก  พร้อมทั้งกรรมบถ ๑ๆ  ไม่กระทำผิดในที่ลับและที่แจ้ง  สว่างทั้งภายในและภายนอกมีมหาสติคอบหมด  วิโมกข์  วิมุติ  อกุปธรรม  จิตบริสุทธิ์  จิตปกติเป็นจิตพระอรหัน๖  สว่างแจ้งทั้งภายนอกภายในสว่างโร่  บุถุชนติเตียนเกิดบาป  เพราะพระอรหันต์บริสุทธิ์  กายเป็นชาตินิพพาน  วาจา  ใจ  เป็นชาตินิพพาน  นิพพาน ๒ อย่าง  นิพพานยังมีชีวิตอยู่ ๑ นิพพานตายแล้ว ๑ พระอรหันต์รอขึ้นรถขึ้นเรือไปนิพพานฉะนั้น
   สุทโธทนะห้ามพระองค์ไม่ให้ไปบิณฑบาต  กรุงกบิลพัสดุ์เราไม่อด  พระองค์ตอบว่าไปตามประเพณีพระพุทธเจ้า  สุทโธทนะฟังโอวาทแล้วได้โสดาบัน
   ให้เห็นปัจจุบันธรรม  อย่าส่งจิตอนาคตและอดีต ฯ
   ปัญญากับสติให้รู้เท่าทันกัน  พิจารณากาย  จิต  ความไม่เที่ยงของสังขารเป็นธรรมะส่อให้เห็นเรื่อยๆ ทำความรู้ในนั้น เห็นในนั้น ฯ
   ในโลกนี้เป็นธาตุทั้งนั้น  ให้รู้เท่าทันกับธาตุ  อย่าหลงตามธาตุ ฯ  
   มหาสติเรียนกายจิตให้มาก ๆ ให้เห็นจริง  ธรรมะจริงสมมุติ  อย่างหลงรูป  เสียง  กลิ่น  รส  ของอันนี้เต็มโลกอยู่เช่นนั้น ฯ
   ธาตุ ๘๔,๐๐๐ ธาตุออกมาจากจิตหมด ฯ
   นิโรธเป็นของดับเพราะรู้เท่าทันแล้ว  จิตไม่เกิดยินดียินร้ายดับไป  เช่นนี้ชื่อว่านิโรธ ฯ
   ฌานเป็นที่พักชั่วคราว  แล้วเจริญจิตต่อ ๆ ไป ฯ
   ให้เอากายวาจาใจนี้ยกขึ้นพิจารณา  อย่าเพิ่ม  อย่าเอาออกให้เป็นปกติ ฯ
   มรรค ๘  นั้น  สมาธิมรรคเป็นองค์ ๑ นอกนั้น  นั้นเป็นปริยาย ฯ
   ให้รู้ธรรม  และอาการของธรรมถึงขั้นละเอียด  แล้วก็จะรู้เองเห็นเอง ฯ
   พระอานนท์ทรงไว้ซึ่งพระสัทธรรม  ว่าเป็นของภายนอกต่อหันเข้ามาปฏิบัติภายในจึงสำเร็จ ฯ
   หนัง คนในโลกยินดีในหนังและเครื่องอุปโภคบริโภคหนังอันนี้ทำให้มนุษย์หลงยินดี  พากันตกทุกข์กันมาก ฯ
   ธรรมธาตุ  สัตว์หลงธาตุ  ชมธาตุ  ยินดีธาตุ  ยินร้ายธาตุจึงได้ทำกรรมไปต่างๆ ฯ
   เรียนแบบตำราเป็นของที่ไม่แน่นอน  สู้เรียนทางกายและจิตให้เป็นธรรมชาติไม่ได้  ฉะนั้น  ผู้เรียนกายวาจาจิตไม่ใคร่สึก  ปฏิบัติแต่ธรรมที่รู้ยิ่งเห็นจริง ฯ
   ปัจจุบันให้รู้ทางจิต ฯ
   ปฏิภาคเป็นเรื่องของปัญญา ฯ
   ให้เรียนทางจิตทวนกระแส  ตัดรากเหง้าเครื่องผุกดุจจื้อเครื่องฟัก
   ปฏิภาคนิมิต  เป็นปาฏิหาริย์ของจิต  มีอำนาจทำให้เป็นอากาศว่างเปล่าได้  อันเป็นอัศจรรย์ใหญ่หลวง ฯ
   ผู้มีราคะ  ย่อมเศร้าโศกเสียใจเพราะราคะ ฯ
   เกิดตาย  เกิดแล้วตาย  ชมแต่หนังของเก่า  ไม่หันไปมาทางที่จะพ้นทุกข์ ฯ
   ทำจิตให้เสมออยู่  อย่าขึ้นอย่าลง  อย่าไปอย่ามาให้รู้เฉพาะปกติของจิต ฯ
   ฐานของธรรมเป็นบ่อเกิดอริยสัจของจริง ฯ
   เกิดความรู้อย่างวิเศษแล้ว  ย่อมหาอานิสงส์ประมาณไม่ได้ ฯ
   อตฺตาหิ ฯลฯ เป็นของลึกลับเหลือที่สุด ฯ
   ถ้าส่งจิตรู้เห็นนอกกาย  เป็นมิจฉาทิฐิ  ให้รู้เห็นอยู่ในกายกับจิต  นั้นเป็นสัมมาทิฐิ
   นักปฏิบัติใจต้องเด็ดเดี่ยวกล้าหาญที่สุด  จึงจะรู้ธรรมเห็นธรรม ฯ
   ให้รู้ธาตุ  เห็นธาตุ  จิตจึงไม่ติดทางราคะ ฯ
   คนเราจะเห็นดีจะชั่ว  ต้องเกิดวิบัติเสียก่อน ฯ
   ธรรมที่ลึกลับ  ไม่ควรพูดให้คนอื่นรู้  เพราะคนอื่นไม่เห็นตามธรรมจะเสีย  ต้องพูดต่อผู้ปฏิบัติเหมือนกัน
   ให้ถือตามมีตามได้  หันหาธรรมชาติ  อย่าก่อความกังวลนั้นดีมาก  เมื่อปฏิบัติได้แล้วก็ไม่ดีใจ  เสียใจ
   มรรค  โลกย์  เทวทูต  ชาติ  ชรา  มรณะ  พยาธิ  ให้โพธิสัตว์ออกบวช  พระองค์บวชแล้ว  ทำทุรกิริยา  ในวันที่ตรัสรู้  ปฐมยามทางราคะเกิดในดวงจิตของพระองค์ป่วนปั่น  พระองค์ทวนกระแสว่าเราเห็นแล้วไม่ใช่หรือ  ที่เราออกบวชเราจะไม่กลับแน่  ต่อนั้นทำจิตเข้าสู่ภวังค์  สงบอยู่ในอัปปนาสมาธิ  ต่อนั้นถึงเกิดปัญญษความรู้ขึ้นมา  ระลึกถุงชาติก่อนๆ ๆด้  ในมัชฌิมสมัย  ต่อนั้นพระองค์ตรวจปฏจจสมุปบาททวนไปทวนมาด้วยปัญญษอันยิ่ง  จิตลงสู่ภวังค์  เกิดความรู้ขึ้นมาตรัสรู้ดับอวิชชาตัณหา  เป็นสยมภู  พุทธปัจฉิมสมัย  กาลครั้งนั้น
   เพ่งนอนนั้นไม่สิ้นสงสัย  เพราะยังหมายนอกหมายในอยู่ตกอยู่ในกระแสของสมุทัย
   ให้ระงับสังโยชน์  ที่ละเอียดสิงอยู่ในดวงจิตนั้น ฯ
                                          
   บริจาค  โลภนั้นคือปรารถนา  เมื่อได้แล้วปรารถนาอยากได้มาก  พระเวสสันดรท่านไม่เป็นเช่นนั้น  พระองค์ท่านปรารถนาโพธิญาณ  เป็นปรมัตถบารมี  
   มรรค ๘  ใครภาวนาเจริญดีแล้ว  แก้โลกธรรม ๘ ประการ  ฉะนั้นจิตท่านอรหันต์  ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม ๘ ประการมีไตรลักษณ์บังคับ  แม้โลกีย์ทั้งหลาย มีไตรลักษณ์บังคับอยู่เสมอ  ไตรลักษณ์บังคับไม่ได้นั้น  มีโลกุตระเท่านั้น โลกุตระอันนี้อยู่เหนือไตรลักษณ์ สถานที่เกษม        บุคคลที่จะพ้นโลกโลกีย์ไปถึงโลกุตระ  ต้องสร้างพระบารมีเป็นการใหญ่บุคคล ๓ จำพวกคือ  พระพุทธเจ้า ๑ พระปัจเจก ๑ พระอรหันต์ ๑ พระพุทธเจ้าสร้างบารมี    ชนิด  ปัญญาบารมี ๔ อสงไขย  แสนกำไรมหากัป  ศรัทธาบารมี ๘ อสงไขย  แสนกำไรมหากัป  วิริยบารมี  ๑๖ อสงไขย        แสนกำไรมหากัป  พระปัจเจกสร้างบารมี  ๒อสงไขย  แสนกำไรมหากัป  พระอรหันต์สร้างบารมี  ๑อสงไขย  แสนกำไรมหากัป  ดังนี้  สร้างพระบารมีมิใช่น้อย  กว่าจะสำเร็จพระนิพพานได้ดังนี้  ชำนาญมากที่สุด ๑ อสงไขย  เหลือที่จะนับนั้นประการหนึ่ง  เอาสวรรค์  เอานรกเป็นเรือนอยู่สร้างพระบารมีพระนิพพานเป็นของแพงที่สุด  ต้องสร้างบารมีแลกเปลี่ยนเอาจึงจะได้พระนิพพาน
   อคคํ  มนุสเสสุ  (มาจากประโยคเต็ม  ซึ่งปรากฏในหนังสือมุตโตทัย  ว่าอคคํ  ฐานํ  มนุสเสสุ  มคคํ  สตตวิสุทธิยา )  มนุษย์เลิศมนุษย์น้ำใจสูง  มีทุกข์  มีสมุทัย  มีมรรค  มีนิโรธ  ครบทุกอย่าง  จึงสำเร็จนิพพานได้  พระอินทร์  พระพรหม  เป็นต้น  บวชเป็นพระเป็นเณรไม่ได้เหมือนมนุษย์  มนุษย์เป็นธาตุพอ  ดุจแม่ครัวแกงช่างเอร็ดอร่อย  มันพอพริกพอเกลือ  จึงให้สำเร็จมรรคผลได้  ไม่ขัดข้องด้วยประการใดๆ ฉะนั้นมนุษย์ไม่ควรน้อยเนื้อต่ำใจ  ปฏิบัติให้ได้สวรรค์  นิพพาน  ได้ธาตุพอเป็นชนิดที่สูงสุด
   ชีวิตและนิพพาน  ธาตุขันธ์มีจิตสิงอยู่เรียกว่า ชีวิต  เมื่อพิจารณาวางตามสภาพได้แล้ว  จิตหดหาจิตเดิมเข้ารู้เห็นในปัจจุบันเจริญมหาสติรอบในสติ มหาปัญญารอบในปัญญาแล้วเห็นปกติ ฯ
   นิพพาน  นั้นคือจิตหดโดยเห็นธาตุ  รู้แจ้งธาตุ  จิตจฐฺติภูตํ  รู้อยู่นั้นเป็นตัวนิพพาน ฯ
   วิชชา ๓ ของพระพุทธเจ้า  ลึกลับสุขุมมาก  ในยามที่ ๑ พระองค์ทำความรู้เท่าอย่างนั้น  ยามที่ ๒ พระองค์ทำความรู้เท่านั้น  ยามที่ ๓พระองค์ทำความรู้เท่าคือแก้วิชชาและปฏิจจสมุปบาทในของจิตในช่องแคบมารแย่งไม่ได้  มีความรู้อันพิเศษขึ้นมาว่า  พระองค์เป็น สยมภู ความที่ท่านแก้อวิชชาเป็นของขั้นละเอียดยิ่งนัก  บุคคลจะรู้เห็นตามนั้นน้อยที่สุด  สุดอำนาจของจิต  เมื่อกำหนดรู้ลงไปเป็นของว่างหมด  ไม่ใช่ตัวตนสัตว์บุคคลเราเขา  ไม่ใช่ผู้หญิงผู้ชาย  ธาตุสูญฺโญ  เป็นธาตุสูญ  แล้วกำหนดจิต  รู้จิต  ตั้งอยู่ใน ฐีติธรรม
   ธาตุกับจิตติดกัน  จึงวนเวียนแก่  เจ็บ  ตาย  อยู่ทุกชาติหาที่สิ้นสุดมิได้  ธาตุเป็นของที่มีอยู่เช่นนั้นตั้งแต่ดั้งเดิมมาและแปรปรวนอยู่เช่นนั้น จิตของคนไม่ไปยึดไปถือก็เป็นจิตสิ้นทุกข์ได้ ฯ
   อายตนะภายในภายนอกแปรปรวนอยู่เป็นนิจ  สว่างโร่ทั้งภายในภายนอก  ไม่ขาดระยะของ ทุกขํ  อนิจฺจํ  อนตฺตา  ฟังเทศน์ธรรมชาติแสดงเรื่อย ๆ  พระโยคาวจรฟังเทศน์ในตอนนี้  ฉลาดในตอนนี้สิ้นกิเลสในตอนนี้  เป็น  ปจฺจตฺตํ  ความเพียร  มรรคผล  ถือสมถะพอวิปัสสนาพอ  มันผลักกิเลสมันเอง
   บรรพชิตจะต้องปฏิบัติตรงต่อพระนิพพาน
   พุทธองค์เกิดในป่าลุมพินีวัน  ปลงสังขารในป่า  ให้โอวาทปาติโมกข์ในป่า  ตรัสรู้ใน ป่าเปลี่ยว  นิพพานในป่าเปลี่ยว  วิจัยธรรมในป่าชนะมารในป่า  ธรรมทั้งหลายล้วนแต่เกิดในป่า  เป็นธรรมราคมสูงธรรมโลกุตระเหนือโลกีย์
   จิตตั้งจิตมิได้  ตั้งจิต  ตั้งธาตุ  จึงแสดงรู้เห็นด้วยกันได้เพราะจิต  มันเป็นนามธรรม
   อย่าถอนทำความเพียร  มันจะเคยตัว  ให้ทำจนชิน  ให้ได้เนื้อหรือคุ้นเคย  จึงจะเห็นมรรคเห็นผล
   ปัญจวัคคีย์นั้นทางปรมัตถ์ว่า  หัว ๑ แขน ๒  ขา ๒ เป็นห้าภิกษุ  แปลว่าคนต่อกิเลส  ปัญจวัคคีย์ก็เป็นภิกษุเหมือนกะเรา ฯ
   วาจาของท่านเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ด้วยศีล  สมาธิ  ปัญญา  ไม่มีลาภ  ยศ  อามิสเจือวาจาของท่าน  เทศน์จึงขลังดี  พูดถูกธรรม  ตรงไปตรงมา  ไม่เห็นแก่หน้าบุคคลและอามิส
   ท่านไม่ให้ศีลแก่โยมที่รู้ศีล  อ้างว่าแม้พระภิกษุที่บวชนั้นก็ไม่ให้ศีล ๒๒๗ เลย  ให้แต่พียงศีล ๑๐ ชั้นสมาเณรเท่านั้น  ต่อนั้นประกาศสงฆ์ตั้งสมมติให้กันเอง  แล้วก็พากันรักษาพระปาติโมกข์  นี้ฉันใดเพียงศีล ๕ ให้เจตนารักษาแต่เฉพาะตนเอง  เท่านั้นก็เป็นพอ
   จิตนั้นเมา  สุราไม่ได้เมา  สุราไม่ติดคน  คนติดสุราต่างหากเมื่อคนดื่มไปแล้ว  ทำให้เป็นบ้าไปต่างๆ ฯ
   เรื่องของโลกย่อมมีการยุ่งอยู่เรื่อยๆ มาตั้งแต่ไหน ฯ
   วิธีละกิเลสฝังแน่นอยู่ในสันดานนั้น  ตีลิ่มใหม่ลงไปลิ่มเก่ากระดอนอก  นี้ฉันใด  มรรคเข้าไปฟอกกิเลสเก่าออกมาแล้วจึงเห็นความบริสุทธิ์
   จิตเสวยเวทนาอย่างละเอียดนั้น  ให้ละลายเวทนาเข้าไปอีกเอามรรคเข้าไปฟอก  แล้วทำความรู้ตั้งอยู่แทนเวทนา  จึงเห็นตน  เห็นธรรม  เห็นความบริสุทธิ์ ฯ
   สมถะ  พราหมณ์  มีการเพ่งอยู่เป็นนิจ  มันไม่รู่ไม่ฉลาดแล้วจะไปอยู่ ณ ที่ไหน  อาพาธก็หาย  บุญก็ได้ด้วย  พระองค์ตรัสให้พระสารีบุตรทำเช่นนั้น  แท้ที่จริงพระสารีบุตรก็ทำชำนาญมาแล้ว  แล้วทำอีก  อาพาธก็หาย ฯ
   ให้พิจารณาธาตุ  เมื่อเห็นธาตุแปรแปรวนอยู่เป็นนิจ  เรียกว่า สัมมาทิฐิ  เห็นชอบ
   มนุษย์เป็นสัตว์เลิศ  เป็นที่ตั้งพระพุทธศาสนา  ทวีปทั้ง ๓ ก็เป็นมนุษย์  เช่น  อุดร         กุรุทวีป  แต่ไม่สมบูรณ์  พระองค์ไม่โปรดตั้งศาสนาเทวดาก็เหมือนกัน  มนุษย์ที่มาเกิดในชมพูทวีปเป็นมนุษย์วิเศษ  รับรัชทายาท ฯ
                                                

   แก้โทษคือแก้อาบัติ  ให้แก้ปัจจุบันจิต  อย่าส่งจิตอดีต  อนาคต  แล้วบอกจิตว่าไม่มีโทษ  เมื่อท่านไปจำพรราอยู่เทือกเขาใหญ่ท่านเกิดอาบัติจนฉันอาหารเข้าไป  ก็เป็นอันนั้นออกมา  เพราะจิตวิบัติแล้วธาตุก็วิบัติด้วย  ต่อนั้นแก้จิตได้แล้ว  อาพาธ ๓ วัน  หายเป็นปกติดี  การอาบัติ  เช่น  อาบัติอุกฤษฎ์  อย่าพึงล่วงง่ายๆ เพราะมันเคยตัว ฯ
   ภุมเทวดา  อยากดื้อ  ทดลองเสมอทีเดียว ไปอยู่ที่เข็ดขวางต้องระวังต้องตรวจจิตเสมอ ฯ
   อจินไตย  เกิดความรู้  ความฉลาด  นั้นหาประมาณมิได้ ฯ
   ปฏิบัติผิดนั้น  ลบสังขารด้วยไตรลักษณ์ไม่ได้  ประพฤติไปตามสังขาร  ปฏิบัติถูกนั้น  คือลบสังขารด้วยไตรลักษณ์ได้
   พวกสุธาวาสทั้งหลาย  คือเจริญฌานและวิปัสสนาต่อไปสำเร็จได้ในที่นั้น
   ผู้ที่รู้ธรรมแล้ว  เป็นผู้วิเศษ  อานิสงส์หาประมาณมิได้
   สกลกายอันเดียวนี้แหละเป็นตัวธรรม
   ละกิเลสด้วยสติ  สติฟอกอาสวกิเลสเอง
   ธรรมเป็นฐีติธรรม  ตั้งเที่ยงอยู่เช่นนั้น  แปรปรวนอยู่เช่นนั้นให้รู้ให้เห็นเฉพาะที่เกิดกับจิต
   คณาจารย์บางองค์แสดงอริยสัจ  มีลาภ  ยศ  เจืออริยสัจเป็นส่วนมาก
   จิตเป็นธรรมที่บริสุทธิ์  หมดจดทุกอย่าง  มนุษย์  เทวดาไม่มีที่ครหาเลย
   บรรดานักปฏิบัติให้เฉลียวฉลาดรู้เท่าทันโจร  เมื่อรู้เท่าทันโจรแล้ว  โจรย่อมไม่มีโอกาสลักสิ่งของไปได้  แม้ฉันใด  ปฏิบัติให้มีสติและปัญญารักษาตน  กิเลสมิอาจเข้าถึงได้ ฯ
   ที่แผ่นดินย่อมเป็นฝุ่นผีทั้งสิ้น  ให้จิตพิจารณาตกลงถึงฐาน ฯ จิตจึงไม่กังวลฟุ้งซ่านกระสับกระส่าย ฯ
   มนุษย์ตาย จะเอาไปกินและเอาไปใช้ไม่ได้ ไม่เหมือนวัวควาย---วัวควายเอาเนื้อกินได้
   ในขณะที่มีชีวิตนั้นทำบุญดีมาก  การทำศพถึงผู้ตายนั้นไม่ได้เป็นส่วนมาก  แต่ทำตามประเพณีเท่านั้น  พระอรหันต์นิพพาน  ภูเขาถ้ำต่างๆ  ใครทำศพให้ท่านเล่า---ท่านทำไมนิพพาน
   ใช้ไหวพริบเป็นอาชาไนยอยู่เนืองนิจ ฯ
   ธรรมทั้งหลาย  จิตประกอบกายยกขึ้นแสดง  ปราศจากกายแล้วจะยกนามธรรมขึ้นแสดงไม่ได้เลย
   เหตุก่อน  ปัจจัยเกิดทีหลัง ฯ
   จิตเป็นคนเรียกสมมุติเอง  จิตเป็นเหตุที่กระสับกระส่ายจิตปกติดีแล้วก็เป็นอันได้รับความสุข ฯ
   ทำจิตให้สว่างโพลง  กำหนดรู้ฐีติธรรม  นั้นเรียกว่าปัญญาโดยแท้
   ให้แก้อวิชชา  แก้อนุสัยความไม่รู้ไม่ฉลาดนั้นให้กลับเป็นคนฉลาด ฯ
   พระโมคคัลลาน์ สารีบุตร พระองค์เกิดในตรูลมิจขฉาทิฐิดุจดอกบัวย่อมเกิดในตนฉันใด
   ต้องเจริญทุกข์ให้พอเสียก่อน  ตนต้องอยู่ในนั้น  ดุจตีลิ่มลงไป  ลิ่มเก่าก่อน  ลิ่มใหม่เข้าแทน  คือกิเลสออก  ความบริสุทธิ์เข้าแทนดุจของดีอยู่ในของชั่ว  คืออวิชชาออกวิชชาเข้าแทน ฯ
   เดินมรรคให้เห็นทุกข์  ให้เดินมรรคเห็นสมุทัย  ให้ยิ่งในมรรคให้ยิ่งมรรคนิโรธ  จึงจะพ้นทุกข์ ฯ
   ข้อเปรียบชั้นนิพพาน  คือนับ ๑ ไปถึง ๐ ๐ (สูญ) โลกเขาแปลว่าไม่มี  แต่สูญมีอยู่  นี้ฉันใด  นิพพานเป็นของที่มีอยู่ ฯ
   โลกีย์สัจจะคือโพธิสัตว์เห็นเทวทูต  โลกุตรสัจจะคือโพธิสัตว์ตรัสรู้ ฯ
   ความรู้ความฉลาด  มีอยู่ในสถานที่ไม่รู้ ฯ
   ธรรมทั้งหลายมาจากเหตุ  คือจิตออกจากจิตเรียกเจตสิกต่อนอกนั้นเป็นอาการทั้งหมด  ดุจสันหรือคมของดาบมาจากเหล็กฉะนั้น ฯ
   มีแต่จิต  รูปไม่มี  แสดงไม่มี  ต้องอาศัยกันเป็นไปจึงแสดงได้ ฯ
   พระอรหันต์ทั้งหลาย  จิตไม่มี  มีแต่สติ  เพราะจิตสังขารมันเป็นตัวสังขารไม่มีในจิตของพระอรหันต์
   เอกมูลา  เหตุผลมาจากความที่เป็นหนึ่งของจิต  เป็นเหตุเป็นปัจจัย (เหตุ ปจฺจโย)  ประกอบกัน  จึงตั้งเป็นบทบาทคาถา ฯ
   มีนัยหลายนัย  ถึงแปดหมื่นสี่พันอาการ ฯ
   มนุษย์วนเวียนเกิดล้วนตาย  ตายแล้วเกิด  ติดของเก่ากามาวจรสวรรค์ ๑  สัตว์เดรัจฉาน ๑  มนุษย์ ๑  ท่านพวกนี้ติดของเก่าพระไตรปิฎก  มีกิน ๑  มีนอน ๑  สืบพันธ์ ๑  แม้ปู่ย่าตายายของเราล้วนแต่ติดของเก่า  พระพุทธเจ้าก็ดี  พระปัจเจกก็ดี  พระอรหันต์ก็ดี  เมื่อท่านยังไม่ตรัสรู้ติดของเก่า  เพลิดเพลินของเก่าในรูป  เสียง  กลิ่น  รสของเก่าทั้งไม่มีฝั่งไม่มีแดน  ไม่มีต้น  ไม่มีปลาย  ย่อมปรากฎอยู่เช่นนั้น  ตื่นเต้นกับของเก่า  ติดรสชาติของเก่า  ใช้มรรค ๘  ให้ถอนของเก่า  ใช้อิทธิบาท ๔  ตีลิ่มสะเทือนใหญ่ปังๆ  ลิ่มของเก่าถอนคืออวิชชา  ลิ่มใหม่คือวิชชาเข้าแทนดังนี้ท่านอาจารย์มั่นท่านพูด  ใช้ตบะความเพียรอย่างยิ่ง  ที่จะถอนได้ต้องสร้างพระบารมีนมนาน  จึงจะถอนได้  เพราะของเก่ามันบัดกรีกัน  ได้เนื้อเชื้อสายของกิเลสพอแล้ว  ย่อมเป็นอัศจรรย์ของโลกนั้นทีเดียว
   แก้บ้านั้น  ให้ทวนกระแสเข้าจิตเดิม  แก้ได้  เสือมาเฝ้าเราที่เป็นพระโยคาวจรเจ้า  เป็นเทพโดยมาก  ถ้าเป็นเสือ  มันเอาไปกินแล้ว
   ธรรมแสดงอยู่เรื่อยๆ  เว้นแต่นอนหลับโดยมิได้กำหนดจะไม่รู้ไม่เห็นขณะนั้น    ส่งจิตออกนอกกาย  ทำให้เผลอสติ ฯ
   มัคโคหนทางดำเนินมีที่สุด  ส่วนหนทางเดินเท้าไม่มีที่สิ้นสุด ฯ
   น้ำใจของสัตว์ยุ่งด้วยธาตุ  ระคนอยู่ด้วยธาตุ  ธาตุไม่มีที่สิ้นสุด  แม้จิตก็ไม่มีสิ้นสุด ฯ
   จิตรับธุระหมดทุกอย่าง  จิตเป็นแดนเกิด  รูเท่าอาการของจิตได้แล้ว  รูปกติของธาตุ ฯ
   เอโก มคฺโค  หนทางอันเอก  วิสุทฺธิยา  เป็นหนทางอันบริสุทธิ์มีทางเดียวเท่านี้  มโน    ปุพฺพํ  จิตเป็นบุพภาคทีจะได้เป็นใหญ่  จิตก่อนสำเร็จด้วยจิต ฯ  (มโน ปุพฺพงฺคมา  ธมฺมา  มโน  เสฎฺฐา  มโนมยา)
   จิตเป็นเครื่องบังคับกายกับวาจาให้พูดและให้พูดและให้ทำการงาน ฯ
   จิตที่ไม่ติดพัวพันในอารมณ์ทั้งปวง  เรียกว่าบริสุทธิ์
   พระองค์แสดงอนุปุพพิกถาไปโดยลำดับ  ยกท่านขึ้นก่อนดุจบันไดขั้นต้น  แม้ฉันใด  โลกุตระ  โลกีย์ก็ดี  ก็ต้องเจริญต้นขึ้นไปก่อนไม่เจริญขั้นต้นไปก่อนเป็นผิด  จะกระโดดขึ้นสูงทีเดียวไม่ได้  ตายกัน
   มีแป้น (ไม้กระดาน)  แล้วก็มีบ้าน  มีบ้านแล้วก็มีแป้นพูดอย่างนี้จึงแจ่มดี
   ธรรมเป็นของธรรมดาตั้งแต่อยู่อย่างนั้น  คือตั้งอยู่ด้วยความแก่ความเจ็บ  ความตาย จึงได้ชื่อว่าธรรมของจริง  ไม่มีอาการไป  ไม่มีอาการมาไม่มีขึ้น  ไม่มีลง  เป็นสภาพที่ตั้งไว้ดุจกล่าวข้างต้น ฯ
   ไม่อ้างสวรรค์  นิพพาน  ไม่อ้างทุคติ  อ้างความเป็นไปทางปัจจุบันอย่างเดียว  เพราะชั่วดีก็ปัจจุบันที่ยังเป็นชาติมนุษย์
   เอาธรรมชิ้นเดียวนี้เอง  คือกายนี้เองไปเจ็บ  กายชิ้นเดียวนี้เองไปแก่  กายชิ้นเดียวนี้เองไปตาย  เมื่อตายแล้วก็ไปเกิดอีก  ล้วนแต่ตื่นเต้นอยู่ด้วยธาตุอันนี้เอง  หาที่จะจบไม่ได้และสิ้นสุดมิได้ ฯ
   ความรู้ของพระพุทธเจ้าเป็น  อนันตนัย  มากมายยิ่งกว่า ๘๔,๐๐๐  พระธรรมขันธ์  เป็นอุบายที่ทรมานสัตว์  พ้นวิสัยของสาวกที่จะรู้ตามเห็นตามได้หมด  สาวกกำหนดรู้แต่เพียง ๘๔,๐๐๐ เท่านั้น---นี้ก็เป็นอัศจรรย์ ฯ
   ให้แก้ปัจจุบัน  เมื่อแก้ปัจจุบันได้แล้ว  ภพ ๓  นั้นหลุดหมดไม่ต้องส่งอดีต  อนาคต  ให้ลบอารมณ์ภายนอกให้หมด  จึงจะเข้าอารมณ์ภายในได้  เพ่งนอกเป็นตัวสมุทัย  เป็นตัวมิจฉาทิฐิเพ่งในเป็นตัวสัมมาทิฐิ
   เรื่องของโลกธาตุนั้น  กระทบกระเทือนถึงกันหมด  กำหนดรู้เฉพาะจิต  ก็รู้สิ้นทางอื่นหมด
   พระธรรมแสดงทั้งกลางวันและกลางคืน  อกาลิโก  กำหนดกาลเวลามิได้  แสดงทั้งภายนอกละภายใน
   ให้กำหนดจิตให้กล้าแข็ง  เรียนมรรคให้แข็งแรง  จึงจะเห็นหนทางสิ้นทุกข์ไปได้
   ให้ปล่อยจิต  อย่ากดจิต  เหตุผลเคลื่อนคลื่นอยู่ในให้พิจารณาความรักความชัง  พิจารณานิสัยของตน  จิตดื้อ  บริษัทมากพึ่งนิสัยเดิมมิได้  ตะครุบจิตจึงมีกำลัง ฯ
   คนในโลก  หลงของเก่า  คือหลงธาตุนั้นเองแหละ  ชังแล้วมารัก  รักแล้วมาชัง  หาที่สิ้นสุดมิได้  พระองค์ไม่หลง
   ธาตุมนุษย์เป็นธาตุตายตัว  ไม่เป็นอื่นเหมือนนาค  เทวดาทั้งหลายที่เปลี่ยนเป็นอื่นได้  มนุษย์มีนิสัยภาวนาให้สำเร็จง่ายกว่าภพอื่น  อคฺคํ  ฐานํ  มนุส(เสสุ  มคฺคํ  สตฺต  วิสุทฺธิยา  มนุษย์มีปัญญาเฉียบแหลมคมคอยประดิษฐ์  กุศล  อกุศล  สำเร็จอกุศล---มหาอเวจีเป็นที่สุด  ฝ่ายกุศลมีพระนิพพานให้สำเร็จได้  ภพอื่นไม่เลิศเหมือนมนุษย์  เพราะมีธาตุที่บกพร่องไม่เฉียบขาดเหมือนชาตมนุษย์  ไม่มีปัญญากว้างขวางพิสดารเหมือนมนุษย์  มนุษย์ธาตุพอหยุดทุกอย่าง  สวรรค์ไม่พออบายภูมิธาตุไม่พอ  มนุษย์มีทุกข์ สมุทัย---ฝ่ายชั่ว  ฝ่ายดี---กุศลมรรคแปด  นิโรธ  รวมเป็น ๔  อย่าง  มนุษย์จึงทำอะไรสำเร็จ  ดังนี้  ไม่อาภัพเหมือนภพอื่น
   สติปัฏฐานเป็นความรู้อนันตนัยหาประมาณมิได้  ไม่เหมือนความรู้ชนิดอื่น  สนฺทิฎฺฐิโก  เห็นด้วยเฉพาะนักปฏิบัติ  ปจฺจตฺตํ  รู้เฉพาะในดวงจิต  รู้ธรรมลึกลับสุขุมคัมภีรภาพ
   กุศลธรรมทั้งปวง  ตั้งอยู่ใน  ศีล  แล้ว  ไม่มีการเสื่อมกุศลธรรมทั้งหลายมี  สมาธิ  เป็นทั่วหน้า  สติ  เป็นลักษณะเลือกเฟ้นธรรมทั้งหลาย  ศรัทธา  หยั่งลงสู่ไตรลักษณ์แล้ว  ไม่มีเสื่อม  ปัญญา  พิจารณาตามไตรลักษณ์  ตัดกระแสของกิเลสของกิเลสอาสวะทั้งหลาย---ให้สิ้นไปได้
   จิตบริสุทธิ์ด้วยศีล  ด้วยสมาธิความเป็นหนึ่ง  มีปัญญาเกิดขึ้นพร้อม  ต่อนั้นจะเกิดมโนภาพ  จิตจะมีอำนาจใช้พลิกแพลงไปต่าง ๆเกิดความฉลาดรอบรู้อริยธรรม  คำว่า  มโนภาพ  จิตมีฤทธิ์  ต่อนั้นค้นคว้าธรรมะมีหลักฐาน  แต่เดินมรรคให้ถูก  ปัญญาเห็นชอบ  เป็นต้นนั้นเห็นร่างกายแปรปรวนไปต่าง ๆ  ไม่ยึดมั่นถือมั่นในกิเลสทั้งหลาย  เพราะผ่านความเบื่อหน่ายมาแล้ว  ขึ้นวิปัสสนา  อัพยากฤต  รวมดีแล้ว  ถึงวิโมกข์วิมุตติความหลุดพ้นกิเลส  จิตเสวยสุขเรื่อย ๆ ไปจนกว่าเข้านิพพาน
   สมบัติของบรมโพธิ์สัตว์  กับพระโสดาบันนั้น  ดุจเดียวกันที่เกิดเทวโลกนั้น  ยิ่งกว่าเทพยดาทั้งหลาย  ท่านมาอย่างเต็มไม้เต็มมืออย่างใจป้ำ  อย่างเด็ดเดี่ยว  อย่างเข้มแข็ง  ไม่ต้องระวังหน้าระวังหลังไม่กลัวความทุกข์ความจนดุจคนสามัญ  เพราะฉะนั้นสมบัติของท่านจึงหรูหรามหึมา  ดังนี้
   รู้โลกีย์  รู้ตามอาการของขันธ์  ใจรู้ญาณทัสนวิวัฏฏะ
   ให้รู้แจ้งแทงตลอดสังขารทั้งปวง  จึงจะไปนิพพานได้   วิเวกธรรม  สันติธรรม  นิโรธธรรม  วิมุตติธรรม  นิพพานธรรมดังนี้
   พระนิพพาน  ที่อยู่เหนือตาย  ต้องทำความเพียร  กัดเหล็กกัดขางเข้าไป  จิตจึงถึง  อมตธรรม  ก้าวหน้า  อดทน   เอาเป็นเอาตาย  จึงจะได้พระนิพพาน  เป็นพระบรมสุขอันเกษม
   ปฏิภาคเป็นต้นของวิปัสสนา  ไม่หลงอารมณ์เหมือนนิมิตภาวนา  มรรคทำให้แจ้ง  ให้สว่าง  นิโรธทำให้สว่าง  ธรรมทาน  จัดเป็นเลิศประเสริฐก็เพราะชนะอามิสทั้งปวง  เหตุนั้นพระพุทธองค์ตรัสว่า  ธรรมทานย่อมชนะอามิสทั้งปวง  รสแห่งธรรมย่อมชนะรสทั้งปวง  ความยินดีในธรรมย่อมชนะความยินดีทั้งปวง  ความสิ้นไปแห่งตัณหา  ย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง
   ม้างกายให้ฉลาดทางกายด้วยไตรลักษณ์  ม้างอนุสัยให้ฉลาดทางจิต  และเจตสิก  รวมทั้ง ๒ ประเภท  แก้เกิดในไตรภพว่าเป็น  ทุกฺขํ  อนิจฺจํ  อนตฺตา  โดยธรรม ๒ ประเภทชำระกิเลสออกจากดวงจิตจนเห็น  ไม่ถือไปเกิดอีกภพหน้า  ม้วนกลมในปัจจุบัน  พระอรหันต์ไม่ก่อกิเลสในปัจจุบัน  ละกิเลสทั้งอดีต  อนาคต  ไม่ทำกิเลสเกิดขึ้นในปัจจุบันเสวยความสุขในปัจจุบัน  กว่าจะเข้าพระนิพพานในครั้งสุดท้าย  รอรถรอเรือจะขึ้นไปพระนิพพาน  สิ้นภพสิ้นชาติ  ทำความรู้แจ้งแทงตลอด  เญยธรรม
                                         

ประมวลคำสอน ของ องค์ท่านพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตตมหาเถระ
   หวายซาววาหยั่งลง  บ่เห็นส้น
   ลึกบ่ตื้นคำข้าว   หย่อนลงกะเถิง
   ไม้ซกงกหกพ้นง้า  กะปอมก่าแล้นขึ้นมื้อละฮ้อย
   กะปอมน้อยแล้นขึ้นมื้อละพัน ตัวมาบ่ทันแล้นขึ้นนำคู้มื้อ ๆ
   นกอิเอี้ยงกินหมากโพไฮ
   แซว ๆ เสียงบ่มีโตฮ้อง
   แซว ๆ ฮ้องตัวเดียวเบิ๊นหมู่
   เหลือแต่เว้า  บ่เห็นบ่อนเบาหนัก
   เดินบ่ไปตามทาง สิถูกดงเสือฮ้าย
   ถืกมาตั้งแต่ต้น  หาบ่อนแก้บ่มี
   ผิดมาแต่ต้น  อย่างได๋จะเป็นฮางจะเป็นเม่า
   ทุกข์แท้ยากแท้ หาบ่อนแก้บ่มี
   มะลึงมะลัง  จั้งหน้าจ่องหลัง
   หนักหนาปานศิลาหาบซานุ่น
   แก้ให้ตกเน้อ   แก้บ่ตกคาพกเจ้าไว้
   แก้บ่ได้แขวนคอต่องแต่ง แก่บ่พ้นคากันย่างยาย
   คาย่างยายเวียนตายเวียนเกิด เวียนกำเนิดในภพทั้งสาม
   ภพทั้งสามเป็นเฮือนเจ้าอยู่
   ทุกข์แท้ทุกข์ในขันธ์ห้า
   โฮมลงมาพาเป็นขันธ์สี่
   ทุกข์ในโลกนี้  มีแต่ข้อยผู้เดียว
   กล้วยสุกสี่หวี     จัวน้อยนั่งเฝ้า    พระเจ้านั่งฉัน     อิติปิโส  ภควา  วันนี้คืออิหยัง     ผู้มีปัญญาย่อมได้เห็นในธรรม  ซึ่งเป็นปัจจุบัน     ความยิ่งใหญ่  คือ  ความไม่ยั่งยืน     การตำหนิท่านผู้อื่น  แม้เขาจะผิดจริง     ก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเองให้ขุ่นมัว     ธรรมเป็นเครื่องปกครองใจ     ชีวิตที่ยิ่งใหญ่  ต้องอาศัยคุณธรรมความดี     เกิดมาอาภัพชาติแล้ว     อย่าให้ใจอาภัพอีก     ธรรมดากรรมแต่งไม่แกล้งใคร     การกล่าวโทษผู้อื่น     โดยขาดการไตร่ตรอง     เป็นการสั่งสมโทษและบาปใส่ตนให้ได้รีบความทุกข์        แลเห็นเรื่องของตนแต่ต้นมา     เป็นมรรคาทั้งนั้นเช่นบันได     ไม่ต้องคิดขัดธรรมดา  สภาวะสิ่งที่เป็นจริง      ดีชั่วตามแต่เรื่องของเรื่อง      เปลื้องแต่ตัวไม่มัวพันสังขารใด     เล็กบังใหญ่  ขันธ์บังธรรม  เพราะรู้ไม่ทัน     มัวดูขันธ์ธรรมไม่เห็นเป็นธุลีไป  ส่วนธรรมมีใหญ่กว่าขันธ์นั้นไม่แล     คนชั่วทำชั่วได้ง่าย   และติดใจ  คนดีทำดีได้ง่าย และติดใจ     การภาวนา คือ  วิธีสั่งสอนตน  คือ  ตรวจตราดูความบกพร่องของตน  คือ  วิธีเตือนตน     สู้อยู่ผู้เดียวเที่ยวหาเรื่องเครื่องสงบ  เป็นอันจบเรื่องคิดไม่ติดต่อ     ถามว่าห้นขันธ์ใครพ้นจนทั้งปวง  แก้ว่าใจซิพ้นอยู่คนเดียว     ที่ว่าตายใครเขาตายที่ไหนกัน     แก้ว่า  สังขารเขาตายทำลายผล     ใครกำหนดใครหนอเป็นธรรม     แก้ว่าใจกำหนดใจหมาย     กินหลายไม่หายอยาก  เพราะใจเมาหลงสัญญา  คือ  ว่า      ดีคว้า       ชั่วผลัก       ติดรักติดชัง     ไม่มีสังขาร  มีธรรมที่มั่นคง  นี้แลองค์ธรรมเอกวิเวกจริง     ธรรมเป็นหนึ่งไม่แปรผัน  เป็นอารมณ์ของใจไม่ไหวติง  ระงับนิ่งเงียบสงัดชัดกับใจ     ถ้าธรรมมีกับจิตนิจนิรันดร์  เป็นเลิกกัน  สมุทัยมิได้มี     ธรรมคงธรรม  ขันธ์คงขันธ์
    เท่านั้น  สภาวธรรมที่เป้นจริง  มีสิ่งเดียว  ภาวนา  คือ การอบรมใจให้ฉลาด  เที่ยงตรงต่อเหตุผลต่ออรรถต่อธรรม  ให้รู้จักวิธีการปฏิบัติต่อตนเอง และต่อโลกเพราะเป็นวิธีแก้ไขความยุ่งยากลำบากใจทุกประเภท

 ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ ของ องค์ท่านพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตตมหาเถระ
         ที่ คุณแม่ชีแก้ว  เสียงล้ำ  ได้น้อมนำมาชำระแก้ไขตนเองทั้งนอกใน จนที่สุดได้รับผลเหลืออันหาประมาณมิได้ แม้คุณแม่จะอ่านเองมิได้แต่ก็ได้อาศัย คุณแม่ชี ผู้ปฏิบัติอ่านให้ฟังเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ก็พอควรแล้วสำหรับจิตตภาวนาอย่างคุณแม่  จนที่สุด องค์ท่านหลวงตามหาบัว  ญาณสมฺปนฺโณ  เป็นผู้มาตอกลิ่มย้ำอุบาย  ตัวสุดท้าย  เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ แล้ว
คุณแม่ชีแก้ว  เสียงล้ำ  ก็ผ่านได้สบาย ด้วยเหตุที่คุณย่าได้ชื่นชมและกล่าวถึงอยู่เสมอในบทประพันธ์ขององค์หลวงปู่มั่น  ภูริทัตฺโต  บทนี้  จึงได้นำมาประกอบหนังสือ  เล่มนี้เอาไว้เพื่อบูชาพระรัตนตรัยสืบไป  ขันธะวิมุตติสะมังคีธรรมะ
ขันธวิมุตติสมังคีธรรม    
นะมัตถุ
  สุคะตัสสะ  ปัญจะธรรมะขันธานิ
 ข้าพเจ้าขอนอบน้อมซึ่งพระสุคต  บรมศาสดาสักยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า  และพระนวดลกกุตรธรรม ๙ ประการ  และอริยสงฆ์สาวกบัดนี้ข้าพเจ้าจักกล่าวซึ่งธรรมขันธ์โดยสังเขปตามสติปัญญา ฯ
 ยังมีท่านคนหนึ่งรักตัวคิดกลัวทุกข์  อยากได้สุขพ้นภัยเที่ยวผายผัน  เขาบอกว่าสุขมีที่ไหนก็อยากไปแต่เที่ยวหมั่นไปมาอยู่ช้านาน  นิสัยท่านนั้นรักตัวกลัวตายมาก  อยากจะพ้นแท้ ๆ เรื่องแก่ตาย  วันหนึ่งท่านรู้จริงทั้งสมุทัยพวกสังขาร  ท่านก็ปะถ้ำสนุกสุขไม่หาย  เปรียบเหมือนดังกายนี้เอง  ชะโงกดูถ้ำสนุกทุกข์กลาย  แสนสบายรู้ตัวเรื่องกลัวนั้นเบา  ทำเมิน (เมิน  หมายถึง  มอง)  ไป  เมินมาอยู่หน้าเขา  จะกลับไปป่าวร้องกลับไปป่าวร้องซึ่งพวกพ้องเล่าก็กลัวเขาเหมาว่าเป็นบ้าบอ  สู้อยู่ผู้เดียวหาเรื่องเครื่องสงบเป็นอันจบเรื่องคิดไม่ติดต่อดีกว่าเที่ยวรุ่มร่ามทำสอพลอ  เดี๋ยวถูกติเป็นเรื่องเครื่องรำคาญฯ
ยังบุรุษคนหนึ่งอีกกลัวตายน้ำใจฝ่อ  มาหาแล้วพูดตรงๆน่าสงสาร  ถามว่าท่านพากเพียรมาก็ช้านาน  เห็นธรรมที่จริงแล้วหรือยังที่ใจหวัง  เอ๊ะทำไมถึงรู้ใจฉัน  บุรุษผู้นั้นก็อยากอยู่อาศัยท่านว่าดีๆ  ฉันอนุโมทนา จะพาดูเขาใหญ่ถ้ำสนุกทุกข์ไม่มีคือ  กายคตาสตภาวนา  ชมเล่นให้เย็นใจหายเดือดร้อนหนทางจรอริยวงศ์  จะไปหรือไม่ไปฉันไม่เกณฑ์  ใช่หลอกเล่นบอกความให้ตามจริง  แล้วกล่าวปฤษณาท่าให้ตอบ  ปฤษณานั้นว่าระวิง  คืออะไร  ตอบว่าวิ่งเร็ว  คือ  วิญญาณอาการไปมา  เดินเป็นแถวตามแนวกัน  สัญญาตรงไม่สงสัย  ใจอยู่ในวิ่งไปมา  สัญญาเหนี่ยวกายนอกหลอกลวงจิต  ทำให้คิดวุ่นวายเที่ยวส่ายหาหลอกเป็นธรรมต่างๆ อย่างมากมาย  ถามว่าห้าขันธ์ใครพ้นจนทั้งปวงแก้ว่าใจซิอยู่คนเดียว  ไม่เกาะเกี่ยวพัวพันตัดสิ้นพิษหวง  หมดที่หลงอยู่เดียวดวงสัญญาลวงไม่ได้หมายหลงตามไป  ถามว่าที่ว่าตายใครเขาตายที่ไหนกัน  แก้ว่าสังขารตายทำลายผล  ถามว่าสิ่งใดก่อให้ต่อ  วนแก้ว่า  กลสัญญาพาให้เวียน  เชื่อสัญญาจึงผิดติดยินดี  ออกจากภพนี้ไปภพนั้นเที่ยวหันเหียนเลยลมจิตจำปิดสนิทเนียนถึงเพียรหาธรรมก็ไม่เห็น  ถามว่าใครกำหนดใครหมายเป็นธรรม  แก้ว่าใจกำหนดใจหมายเรื่อหาเจ้าสัญญานั้นเอง  คือว่า  ดีคว้าชั่วผลักจิตติดรักชัง  ถามว่ากินหนเดียวไม่เที่ยวกิน  แก้ว่า  สิ้นอยากรู้ไม่หวัง  ในเรื่องเห็นต่อไปหายรุงรัง  ใจก็นั่งแท่นทิ้งอาลัย  ถามว่า สระสี่เหลี่ยมเปี่ยมด้วยน้ำ  แก้ว่าธรรมสิ้นอยากจากสงสัยสะอาดหมดราคีไม่มีภัย  สัญญาในนั้นพรากสังขารขันธ์นั้นไม่กวนใจจึงเปี่ยมเต็มที่ไม่มีพร่อง  เงียบระงับดวงจิตไม่คิดครวญ  เป็นของควรชมชื่นทุกคืนวัน     แม้ได้สมบัติทิพย์สักสิบแสน  ก็ไม่เหมือนรู้จริงทิ้งสังขารหมดความอยากเป็นยิ่งสิ่งสำคัญ  จำอยู่ส่วนจำไม่ก้ำเกิน  ใจไม่เพลินทั้งสิ้นหายดิ้นรน  เหมือนดังว่ากระจกส่องเงาหน้าแล้วอย่าคิดติดสัญญา  เพราะว่าสัญญานั้นเหมือนดังเงา  อย่าได้เมาไปตามเรื่องเครื่องสังขาร  ใจขยับจับใจที่ไม่ปน  ไหวส่วนตนรู้แน่เพราะแปรไป  ใจไม่เที่ยงของใจใช่ต้องว่า  รู้ขันธ์ห้าต่างชนิดเมื่อจิตไหวแต่กอ่นนั้นหลงสัญญาว่าเป็นใจ  สำคัญว่าในนอกจึงหลอกลวง      คราวนี้ใจเป็นใหญ่ไม่หมายพึ่ง  สัญญาหนึ่งสัญญาใดมิได้หวง  เกิดก็ตามดับก็ตามสิ่งทั้งปวงไม่ต้องหวงไม่ต้องกันหมู่สัญญา  เปรียบเหมือนขึ้นยอดเขาสูงแท้แลเห็นดิน  แลเห็นสิ้นทุกสัตว์  แก้ว่า  สูงยิ่งนัก  แลเห็นเรื่องของตนแต่ต้นมาเป็นมรรคาทั้งนั้นเช่นบันได้  ถามว่าน้ำขึ้นลงตรงสัจจังนั้นหรือตอบว่าสังขารแปรแก้ไม่ได้  ธรรมดากรรมแต่งไม่แกล้งใครขืนผลักไสจับต้องก็หมองมัวชั่วในจิต  ไม่ต้องคิดขัดธรรมดาสภาวะสิ่งเป็นจริง  ดีชั่วตามแต่เรื่องของเรื่องเปลื้องแต่ตัวไม่พัวพันสังขารเป็นการเย็น  รู้จักจริงต้องทิ้งสังขารที่ผันแปรเมื่อแลเห็น  เบื่อแล้วปล่อยได้คล่องไม่ต้องเกณฑ์  ธรรมก็เย็นใจ     ....ใจเป็นใหญ่ไม่หมายพึ่ง สัญญาหนึ่งสัญญาใดมิไห่วงเกิดก็ตาม ดับก็ตามสิ่งทั้งปวงไม่ต้องห่วงไม่ต้องกันหมู่สัญญาเปรียบเหมือนขึ้นยอดเขาสูงแท้แลเห็นดิน  แลเห็นทุกตัวสัตว์
....แลเห็นเรื่องของตนแต่ต้น  เป็นมรรคาทั้งนั้น  เช่น  บันได...  ระงับอาการ  ถามว่าห้าหน้าที่มีครบกัน  ตอบว่าขันธ์แบ่งแจกแยกห้าฐานเรื่องสังขาร  ต่างกองรับหน้าที่มีกิจการ  จะรับงานอื่นไม่ได้เต็มในตัว  แม้ลาภยศสรรเสริญเจริญสุข  นินทาทุกข์เสื่อมยศหมดลาภทั่ว  รวมลงตามสภาพตามเป็นจริง  ทั้งแปดอย่างใจไม่หันไปพัวพัน  เพราะว่ารูปขันธ์ก็ทำแก่ไข้มิได้เว้น  นามก็มิได้พักเหมือนจักรยนต์  เพราะรับผลของกรรมที่ทำมา     เรื่องดีพาเพลิดเพลินเจริญใจ  เรื่องขันธ์ขุ่นวุ่นจิตคิดไม่หยุดเหมือนไฟจุดจิตหมองไม่ผ่องใส  นึกขึ้นเองทั้งรักทั้งโกรธไปโทษใคร   อยากไม่แก่ไม่ตายได้หรือคน  เป็นของพ้นวิสัยจะได้เชย  เช่นไม่อยากให้จิตเที่ยวคิดรู้  อยากให้อยู่เป็นหนึ่งหวังพึ่งเฉย  จิตเป็นของผันแปรไม่แน่เลย  สัญญาเคยอยู่ได้บ้างเป็นครั้งคราวถ้ารู้เท่าธรรมดาทั้งห้าขันธ์ใจนั้นก็ขาวสะอาดหมดมลทินสิ้นเรื่องราวถ้ารู้ได้อย่างนี้จึงดียิ่ง  เพราะเห็นจริงถอนหลุดสุดวิถี  ไม่ฝ่าฝืนธรรมดาตามเป็นจริง   จะจนจะมีตามเรื่องเครื่องนอกใน      ดีหรือชั่วต้องดับเสื่อมลับไป  ยึดสิ่งใดไม่ได้ตามใจหมายใจไม่เที่ยงของไหวพริบวับ  สังเกตจับรู้ได้สบายยิ่ง  เล็กบังใหญ่รู้ไม่ทันขันธ์บังธรรมมิดผิดที่นี่  มัวดูขันธ์ธรรมไม้เห็นเป็นธุลีไปส่วนธรรมมีใหญ่กว่าขันธ์นั้นไม่แล  ถามว่ามีไม่มีนี้คืออะไรทีนี้ติดหมดคิดแก้ไม่ไหว  เชิญชี้ให้ชัดทั้งอรรถแปล  โปรดแก้เถิดที่ว่าเกิดมีต่างๆ ทั้งเหตุผล  แล้วดับไม่มีชัดใช่สัตว์คนนี้ข้อต้นมีไม่มีนี้เป็นธรรม  ที่ลึกล้ำใครพบจบประสงค์ไม่มีสังขารมีธรรมที่มั่นคง  นั้นแลองค์ธรรมเอกวิเวกจริง    ธรรมเป็นหนึ่งไม่แปรผัน  เลิศภพสงบยิ่ง  เป็นอารมณ์ของใจไม่ไหวติง  ระงับนิ่งเงียบสงัดชัดกับใจ  ใจก็สร่างจากเมาหายเร่าร้อนความอยากถอนได้หมดปลดสงสัย  เรื่องพัวพันขันธ์ ๕ ซาสิ้นไป  เครื่องหมุนในไตรจักรก็หักลงความอยากใหญ่ยิ่งก็ทิ้งหลุด  ความรักหยุดหายสนิทสิ้นพิษหวง  ร้อนทั้งปวงก็หายหมดดังใจจง  เชิญโปรดชี้อีกอย่างหนทางใจ  สมุทัยของจิตที่ปิดธรรมแก้ว่าสมุท้ยกว้างใหญ่นัก  ย่อลงก็คือความรักบีบใจอาลัยขันธ์ถ้าธรรมมีกับจิตเป็นนิจนิรันดร์  เป็นเลิกกันสมุทัยมิได้มี      จงจำไว้อย่างนี้วิถีจิต  ไม่ต้องคิดเวียนวนจนป่นปี้ธรรมไม่มีอยู่เป็นนิจติดยินดี  ใจตกที่สมุทัยอาลัยตัว  ว่าอย่างย่อทุกข์อาลัยตัว  ว่าอย่างย่อทุกข์กับธรรมประจำจิต  เอาจนคิดรู้เห็นจริงจึงเย็นทั่ว  จะสุกข์ทุกข์เท่าไรมิได้กลัว  สร่างจากเครื่องมัวคือสมุทัยไปที่ดี  รู้เท่านี้ก็คลายหายร้อนพอพักผ่อนเสาะแสวงหาทางหนี  จิตรู้ธรรมลืมจิตธุลี  ใจรู้ธรรมที่เป็นสุขขันธ์ ทุกข์แท้แน่ประจำ  ธรรมคงธรรม  ขันธ์คงขันธ์เท่านั้นและคำว่าเย็นสบายหายเดือดร้อน  หมายจิตถอนจากผิดที่ติดแท้แต่ส่วนสังขาระขันธ์ปราศจากสุขแน่ทุกข์แท้  เพราะต้องแก่ไข้ตายไม่วายวัน  จิตรู้ธรรมที่ล้ำเลิศ  จิตก็ถอนจากผิดเครื่องเศร้าหมองของแสลง  ผิดเป็นโทษของใจอย่างร้ายแรง  เห็นธรรมแจ้งถอนพิษหมดพิษใจ     จิตเห็นธรรมดีล้นที่พ้นผิด  พบปะธรรมเปลื้องเครื่องกระสัน  มีสติอยู่ในตัวไม่พัวพัน  เรื่องรักขันธ์ขาดสิ้นหายยินดีสิ้นธุลีทั้งปวงหมดห่วงใย  ถึงจะคิดก็ไม่ห้ามตามนิสัย  เมื่อไม่ห้ามกลับไม่ฟุ้งพ้นยุ่งไป  พึงรู้ได้บาปมีขึ้นเพราะขืนจริง  ตอบว่าบาปเกิดได้เพราะไม่รู้  ถ้าปิดประตูเขลาได้สบายยิ่ง     ชั่วทั้งปวงเงียบหายไม่ไหวติง  ขันธ์ทุกสิ่งย่อมทุกข์ไม่สุขเลย  แต่ก่อนข้าพเจ้ามืดเขลาเหมือนเข้าถ้ำ  อยากเห็นธรรมยึดใจจะให้เฉยยืดความจำว่าเป็นใจหมายจนเคย  เลยเพลินเชยชมจำทำมานาน    ความจำผิดปิดไว้ไม่ให้เห็น  จึงหลงเล่นขันธ์ห้าน่าสงสารให้ยกตัวอวดตนพ้นประมาณ  เที่ยวระรานติคนอื่นเป็นพื้นไปไม่เป็นผล  เที่ยวดูโทษคนอื่นนั้นขื่นใจ  เหมือนก่อไฟเผาตัวต้องมัวมอม  ใครผิดถูกดีชั่วก็ตัวเขา  ใจของเราเพียรระวังถนอมอย่าให้อกุศลวนมาตอม  ควรถึงพร้อมบุญกุศลผลสบายเห็นคนอื่นเขาชั่วตัวก็กี  เป็นราคียึดขันธ์ต้องร้อนแท้เพราะแก่ตาย  เลยซ้ำร้ายกิเลสกลุ้มเข้ารุมกวน   เติมทั้งรักทั้งโกรธโทษประจักษ์ ทั้งกลัวนักหนักจิตคิดโหยหวน ซ้ำอารมณ์กวนกามห้าก็มาขวนยกกระบวนทุกอย่างต่าง ๆ ไป     เพราะยึดขันธ์ทั้ง ๕ ว่าของตน  จึงไม่พ้นทุกข์ภัยไปได้นาถ้าโทษของตัวอย่าชาเฉย  ดูอาการสังขารที่ไม่เที่ยงร่ำไปให้ใจเคย  คงได้เชยชมธรรมะอันวิเวกจิต  ไม่เที่ยงนั้นหมายใจไหวจากจำ  เห็นแล้วซ้ำดู ๆ อยู่ที่ไหว  พออารมณ์นอกดับระงับไปหมดปรากฏธรรม เห็นธรรมแล้วย่อมหายวุ่นวายจิตๆ นั้นไม่ติดคู่  จริงเท่านี้หมดประตู  รู้ไม่รู้อย่างนี้วิถีใจ  รู้เท่าที่ไม่เที่ยง  จิตต้นพ้นริเริ่ม  คงจิตเดิมอย่างเที่ยงแท้  รู้ตนจิตพ้นจากผิดทั้งปวงไม่ห่วง  ถ้าออกไปปลายจิตผิดทันที  คำที่ว่ามืดนั้นเพราะจิตคิดหวงดี  จิตหวงนี้ปลายจิตคิดออกไป  จิตต้นดีเมื่อธรรมะปรากฏหมดสงสัย  เห็นธรรมะอันเลิศล้ำดลกา  เรื่องคิดค้นวุ่นหามาแต่ก่อน  ก็เลิกถนเปลื้องปลดได้หมดสิ้น  ยังมีทุกข์ต้องหลับนอนกับกินไปตามเรื่อง  ใจเชื่องชิดต้นจิตคิดไม่ครวญ   ธรรมดาของจิตก็ต้องคิดนึก  พอรู้สึกจิตต้นพ้นโหยหวนเงียบสงัดจากเรื่องเครื่องรบกวน  ธรรมดาสังขารปรากฏหมดด้วยกันเสื่อมทั้งนั้น คงที่ไม่มีเลย  ระวังใจเมื่อจำทำละเอียด  มักจะเบียดให้จิตไปติดเฉย  ใจไม่เที่ยงของใจซ้ำให้เคย  เมื่อถึงเอยหากรู้เองเพลงของใจ  เหมือนดังมายาที่หลอกลวง  ท่านว่าวิปัสสนากิเลส  จำแลงเพศเหมือนดังจริงที่แท้ไม่ใช่จริง  รู้ขึ้นเองหมายนามว่าความเห็น  ไม่ใช่เช่นฟังเข้าใจชั้นไต่ถาม  ทั้งตรึกตรองแยกแยะแกะรูปนาม  ก็ใช้ความเห็นเองจงเล็งดู     รู้ขึ้นเองใช่เพลงคิด  รู้ต้นจิต  จิตต้นพ้นโหยหวนต้นจิตรู้ตัวแน่ว่าสังขารเรื่องแปรปรวน  ใช่กระบวนไปดูหรือรู้อะไร  รู้อยู่เพราะหมายคู่ก็ไม่ใช่  จิตคงรู้จิตเองเพราะเพลงไหวจิตรู้ไหวๆ ก็จิตติดกันไป  แยกไม่ได้ตามจริงสิ่งเดียวกันจิตเป็นสองอาการเรียกว่าสัญญาพาพัวพัน  ไม่เที่ยงนั้นก็ตัวเองไปเล็งใคร  ใจรู้เสื่อมของตัวก็พ้นมัวมืด  ใจก็จืดสิ้นรสหมดสงสัย  ขาดค้นคว้าหาเรื่องเครื่องหนักใจก็ไปจาก  เรื่องใจอยากก็หยุดได้หายหวนโหย  พ้นหนักใจทั้งหลายโอดโอย   เหมือนฝนโปรยใจ  ใจเย็นเห็นด้วยใจ  ใจเย็นเพราะไม่ต้องเที่ยวมองคนรู้จิตต้น - ปัจจุบันพ้นหวั่นไหว  ดีหรือชั่วทั้งปวงไม่ห่วงใย  ต้องดับไปทั้งเรื่องเครื่องรุงรัง    อยู่เงียบๆ ต้นจิตไม่คิดอ่าน  ตามแต่การของจิตสิ้นคิดหวังไม่ต้องวุ่นต้องวายหายระวัง  นอนหรือนุ่งนึกพ้นอยู่ต้นจิตท่านชี้มรรคฟังหลักแหลม  ช่างต่อแต้มกว้างขวางสว่างไสว  ยังอีกอย่างทางใจไม่หลุดสมุทัย  ขอจงโปรดชี้ให้พิสดารเป็นการดีตอบว่าสมุทัยคืออาลัยรัก  เพลินยิ่งนักทำภพใหม่ไม่หน่ายหนีว่าอย่างต่ำกามะคุณห้าเป็นราคี  อย่างสูงชี้สมุทัยอาลัยฌานถ้าจะจับตามวิถีมีในจิต  ก็เรื่องคิดเพลินไปในสังขาร  เพลิดทั้งปวงเคยมาเสียช้านาน  กลับเป็นการดีไปให้เจริญจิตไป  ในส่วนที่ผิดก็เลยแตกกิ่งก้านฟุ้งซ่านใหญ่  เที่ยวเพลินไปในผิดไม่คิดเขิน  สิ่งได้ชอบอารมณ์ก็ชมเพลิน  เพลินจนเกนลืมตัวไม่กลัวภัยเพลินดูโทษคนอื่นดื่นด้วยชั่ว  โทษของตัวไม่เห็นเป็นไฉน  โทษคนอื่นเขามากสักเท่าไร  ไม่ทำให้เราตกนรกเลยฯ   โทษของเราเศร้าหมองไม่ต้องมาก   ส่งวิบากไปตกนรกแสนสาหัส  หมั่นดูโทษตนไว้ให้ใจเคย 
เว้นเสียซึ่งโทษนั้นคงได้เชยชมสุขพ้นทุกข์ภัย  เมื่อเห็นโทษตนชัดรีบตัดทิ้งทำอ้อยอิ่งคิดมากจากไม่ได้  เรื่องอยากดีไม่หยุดคือตัวสมุทัยเป็นโทษใหญ่กลัวจะไม่ดีนี้ก็แรง  ดีแลไม่ดีนี้เป็นพิษของจิตนักเหมือนไข้หนักถูกต้องของแสลง  กำเริบโรคภัยด้วยพิษผิดสำแลงธรรมไม่แจ้งเพราะอยากดีนี้เป็นเดิม      ความอยากดีมีมากมักลากจิต  ให้เที่ยวคิดวุ่นไปจนใจเหิมสรรพชั่วมัวหมองก็ต้องเติม  ผิดยิ่งเพิ่งร่ำไปไกลจากธรรมที่จริงชี้สมุทัยนี้ใจฉันคร้าม  ฟังเนื้อความไปข้างนุงทางยุ่งยิ่งเมื่อชี้มรรคฟังใจไม่ไหวติงระงับนิ่งใจสงบจบกันทีฯ    อันนี้ชื่อว่าขันธวิมุตติสมังคีธรรมประจำอยู่กับที่ไม่มีอาการไปไม่มีอาการมา  สภาวธรรมที่เป็นจริงสิ่งเดียวเท่านั้นและไม่มีเรื่องจะแวะเวียน  สิ้นเนื้อความแต่เพียงเท่านี้ฯ    ท่านหลวงตาพระมหาบัว  ผู้เป็นครูอาจารย์อีกองค์หนึ่งของคุณแม่มักกล่าวถึงคุณแม่อยู่เสมอว่า “ผู้เฒ่า แม่แก้วไม่มีสุขไม่มีทุกข์ การปฏิบัติธรรมอย่างนี้นับเป็นตัวอย่างของชาวพุทธ  ที่ชาวพุทธทั้งหลายจะได้สำนึกในความกล้าหาญ  เด็ดเดี่ยว  มั่นคง และเป็นเอก นับว่าผู้เฒ่าผู้นี้ประสบอันสิ่งที่ไม่รู้จักเสื่อมคลายเป็นผู้ปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ถึงที่สุดแล้ว”  อันนี้เป็นคำกล่าวขององค์หลวงตาเมื่อคราวมาเยี่ยมเยียนยังสำนักแม่ชี  และมักจะพูดเช่นนี้อยู่ทุกครั้งที่องค์ท่านมาเยือน   มีผู้มาถามว่า “คุณแม่ วิญญาณ นรก สวรรค์ เปรตผี เทพเทวดา อินทร์ พรหม มีจริงไหม
  “มี... มีอยู่ทั้งนั้น  ถ้าไม่มี  เขาจะผูกจะเรียกกันหรือว่ามีว่าเป็น”
  “มีอย่างไร
  “มีอย่างเป็น”
  “เป็นอย่างไร”
  “อะไรจะมี อะไรจะเป็นก็ให้มีให้เป็นของมันไปเถิด อย่าไปเอาของนอก  ของนอกมันมีและเป็นอย่างให้วางมิใช่จะให้มีให้เป็นอย่างยึดเอาถือเอา  วิญญาณก็ใจ  นรกก็ใจ  สวรรค์ก็ใจ  เปรตผีก็ใจ  เทพเทวดาก็ใจ  โยมก็ใจ  คุณแม่ก็ใจ  แม่ชีทั้งหลายในวัดก็ใจ  สัตว์โลกก็ใจ  จึงให้เฝ้าดูจิตดูใจของตัว  ดีกว่า  เพราะกายในกาย  จิตในจิต มันอยู่ในใจ  มันอยู่ในวัดนี้นี่แหละ”
    “ทำเสียก่อนจึงมาถาม  อย่าถามก่อนทำ  ทำไปแล้วจะรู้เอง”  คำ ๆ  นี้เป็นคำที่คุณแม่พูดย้ำอยู่เสมอ  แล้วต่อด้วย “มันอยู่ในจิตนี้แหละลูกเอ๋ย  โง่มันก็จากจิต  ปัญญามันก็เกิดจากจิต  อย่ามัวเสาะหาที่อื่นที่ไกล  อย่าไปแต่งไปเติมเสาะหามาใส่  อย่าไปอยากรู้อยากเป็นอยากเห็น  ทำไปก่อน  มันจะต้องเกิดของมันเองได้    ลูกแม่ต้องพึ่งตัวเอง  หาเอาเอง  ทำเอาเอง  ปฏิบัติเอาเอง เพราะภายในนั้นมันเกิดเอง ดับเอง  กิเลสความชั่วร้ายใด ๆ ความอยากใด ๆ ความยึดถือใด ๆ มันก็เป็นไปของมัน  มันบ้าไปเอง  ไม่ใช่อะไรที่ไหนหรอก  เพราะเรานี้มันยังโง่ยังเขลาอยู่  มันจึงพากันเป็นบ้าหน้าบ้าหลังอยู่
  ทำไปเถอะอย่าขี้คร้าน
  เห็นเองแล้วรู้เองเป็นเองทั้งนั้น  ต้องหาเอาเอง
  คอยคิดอ่าน  คอยเฝ้าดูต้องรู้เท่ากันของไม่ดีในตน รู้แล้วละ รู้แล้วทิ้งจนกว่ามันจะหมดไปเอง       จึงปล่อยวางได้  จึงหลุดพ้นไปได้     ปล่อยก็ปล่อย  จิตวางจิต ปล่อยใจวางใจ นี้แหละลูกเอ๋ย”       “อดเรียนเพียรทำไปเถอะ
  นับแต่แม่บวชมา  สิ่งหนึ่งที่ยังละทิ้งมิได้ และยังไม่เคยละไม่เคยทิ้งก็คือ  การชำระล้างเครื่องมลทินกากห่อหุ้มใจ เพราะแม่รู้ตัวเสมอว่า ใจดวงใหม่นี้มันต้องการของมันในการขัดเกลาใจเดิมแท้  ให้ผ่องใสให้ได้   ที่แม่ทำมาตลอด  มันมิใช่ของง่ายเป็นของยากลำบากยิ่งนัก  มันจะเร็วจะช้ามันขึ้นอยู่กับวาสนาบารมีธรรมของตนว่าได้สะสมมาในอดีตจนพอจนพร้อมหรือยัง หรือว่าตัวเองได้ทำขณะนี้มากหรือน้อยเท่าใด  ให้เดินจงกรม ให้ภาวนา สวดมนต์ไหว้พระ อย่าให้บาปเข้ามา แต่ให้เป็นบุญอยู่เสมอ       ทำให้มาก เจริญให้มาก ทำไว้ได้มากเท่าใด สติย่อมชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น       ความรู้ตัวรู้ทั่วรู้กัน รู้เท่าทันในอารมณ์ฝ่ายใด ๆ มันก็จะเกิดขึ้นในตัวเองนี้  อันนี้อย่างนี้ต่อไปมันก็สิ้นสุดจุดจบ  แต่หากไม่คอยใช้สติปัญญาของตน คอยดูคอยรู้ให้มันทัน หรือไม่คอยกีดกันขัดขวางมันไว้ มันก็จะก่อตัวขยายตัวจนสุดท้ายท่วมทับหัวใจ หาความสิ้นสุดไม่พบไม่เจอ”  “หลักปฏิบัติของคุณแม่ก็คือ หลักใจ ใจที่มีหลัก  คุณแม่พูดเสมอว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นมาแต่จิตใจนี้เอง        ตารับรูป  หูรับเสียง  ลิ้นรับรส  กายรับสัมผัส  ใจรับอารมณ์  เกิดกิเลสหรือเกิดธรรม  ใจเป็นผู้รับทั้งนั้น เพราะมันคิดเอง  มันนึกเอง  มันปรุงเอง  มันเป็นเอง  เห็นไปเองทั้งนั้น กว่าที่เราผู้เจ้าของจะตามทันมันก็เป็น โกรธ เป็นโลภ เป็นหลง เป็นมานะ เป็นที่รู้ไปหมดแล้ว  มันหลอกเราผู้เจ้าของอยู่ตลอดเวลา  จึงให้เฝ้าดูมัน อย่าให้มันหลอกเราได้  หากเราทันมันมันก็เป็นมิตรเป็นหมู่เป็นบัณฑิตอยู่กับเรา  คุณแม่เปรียบไว้ว่า  น้ำที่สงบนิ่งมากเท่าใดก็ยิ่งใสแจ๋ว มองชัดเจนได้มากเท่านั้น  ใจที่วางแล้วนิ่งสงบ ปัญญาก็ชัดเจนมากเท่านั้น  เพราะสมาธิเกิดปัญญาก็เกิด  ปัญญาเกิดความรู้แจ้งก็เกิด  อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  ก็ชัดเจนขึ้นมา  ความเบื่อหน่าย  ความคลายความยึดความถือ  ความหลุดพ้นก็เกิดขึ้นเป็นไปตามธรรมดาของมันอย่างนั้น  ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ธรรมชาติของจิตเดิมนั้นสะอาดบริสุทธิ์หมดจดอยู่อย่างนั้นเป็นธรรมดาของมันอย่างนั้น  แต่พอมันรับของนอกเข้ามาหาตัวมันก็เป็นเหตุให้ตัวมันเศร้าหมองบ้าง จนที่สุดมันปิดบัง มืดมน มองไม่เห็นธรรม เห็นแต่โลก เห็นแต่ใจอยากใจบ้าเท่านั้น”         “แต่งงานมีสามีอยู่ด้วยกันก็หลายปีแต่ไม่มีบุตรด้วยกัน จำต้องไปขอลูกเขามาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม
  ครั้นอยู่ต่อมาแม่ก็มาคิดถึงครูบาอาจารย์ พระธุดงคกรรมฐานผู้เคยผ่านมาแล้วมาให้ธรรมะมาให้การอบรม  วันหนึ่งคิดได้ว่า “ทรัพย์สมบัติใด ๆ ก็ดี  ชีวิตร่างกายก็ดี  มันไม่ใช่ของเรา  แต่เรามามัวเมาเสาะหาครอบครอง  ถามตัวเองว่าเรามายึดถืออยู่ทำไม มันช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้หรือไม่”  ตอนนั้นความรู้สึกอยากพ้นทุกข์  ไม่ต้องการที่จะเวียนว่ายตายเกิดว่ายวนอีกต่อไป  มองไม่เห็นช่องหนทางใดอีก       คุณแม่แดง (แม่ชีชะแง้ - โยมมารดาขององค์หลวงปู่จาม  มหาปุญโญ) ก็บวชแล้ว เราก็เห็นเป็นตัวอย่างอยู่  ตำตาตำใจอยู่ทุกครั้งที่เห็นหมู่แม่ชีผู้สละบวชได้แล้ว  ต้องการจะบวช  คิดถึงพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ที่เคยพร่ำสอนหวังดีต่อเรามาแต่เก่าก่อน  ขออนุญาตสามี ฝ่ายสามีก็ว่า แต่งงานกันแล้ว มีครอบครัวแล้วนี้  ขอให้อดทนอยู่ด้วยกันไปก่อน  อย่ามาด่วนเบื่อหน่ายคลายจากกันเลย  สามีไม่อยากพรากไม่ต้องการที่จะเป็นครอบครัวเรื้อร้าง ไม่อยากพรากจากกัน  ต้องการจะอยู่ด้วยกันไปจนกว่าจะตายจากกัน
  จนที่สุดก็คิดหาอุบายขอบวชพร้อมกับยื่นคำขาดต่อสามีว่า จะให้บวชหรือไม่ให้บวช  ก็จะขอบวชก่อนสักปีหนึ่ง  สักพรรษาหนึ่ง
  ทีนี้พอจะบวชจริง ๆ ก็ติดอยู่กับลูกสาวชื่อแก้วที่ขอกับญาติพี่น้องมาเลี้ยงเป็นลูก  เพราะตอนที่ไปขอจากพ่อแม่ของเด็กว่า
  จะเอาไปเลี้ยงดู  จะไม่ทิ้งไม่ขว้างจะรักเหมือนลูกที่เกิดกับตัว ส่วนตัวเด็กหญิงแก้วเองเธอก็ประสงค์จะอยู่กับแม่  อ้อนวอนร้องไห้อยากไปอยู่วัดกับแม่  “อยากจะไปอยู่วัดกับแม่  แม่บวชลูกก็จะบวช  แม่อดข้าวลูกก็จะอดข้าว  แม่ทำอะไรลูกจะทำทุกอย่าง”
  เอาแล้วสิทีนี้  ห่วงหนึ่งตัดได้ขาดสะบั้น ห่วงสองก็มาขวางกางกั้นทางจะไป  ทำอย่างใดหนอ
  มาถึงตอนนี้แม่นึกถึงน้ำใจของพระพุทธเจ้า  ทำไมพระองค์เจ้าถึงสละพระนคร  ลูกเมียออกบวชได้   ตัวเราปลายเล็บปลายเท้าก็เทียบไม่ได้ทำไมทุกข์ใจถึงปานนี้หนอ  ในที่สุดก็บอกลูกว่า “ลูกเอ๋ยหากลูกรักแม่ เชื่อฟังแม่ อยากอยู่กับแม่  ขอให้แม่ได้พูดเสียก่อน ขอให้ลูกของแม่เติบโตขึ้นกว่านี้อีกหน่อย  แม่จะมารับไปอยู่ด้วย  ตอนนี้ลูกก็ยังเป็นเด็กน้อยอยู่ ขอให้อยู่กับพ่อไปก่อน ทรัพย์สมบัติใด ๆ แม่ก็ไม่มีอะไรให้ลูกหรอก  ให้ไปเอากับพ่อนั้นเถิด ให้อยู่กับพ่อไปก่อน  แม่จะบวชก่อนแล้วลูกค่อยบวชภายหลัง” เป็นอันว่า เด็กหญิงแก้วยอมเชื่อฟัง  ปีบวชปีแรกนั้นก็หลายครั้งที่เป็นอุบายของฝ่ายสามีที่ส่งลูกสาวให้มาชักชวนบอกถึงความลำบากทุกข์ยาก เพราะขาดแม่  มาบ่นทุกข์บ่นยากบ่นลำบากอยู่หลายครั้ง แม่เองก็ต้องต่อสู้จนที่สุด ใจมันก็ชินชาตัดขาดจากใจไปได้ชั้นหนึ่ง  แต่ก็ยังเป็นกังวลและอาลัยอยู่บ้าง  คุณแม่เล่าต่อว่า “เมื่อบวชได้เต็มพรรษาแล้ว  ก็มาพิจารณาทบทวนสัญญาที่เคยให้ไว้กับเพิ่นผู้เป็นสามี
เพราะได้ตั้งข้อกติกาสัญญากันว่า “ถ้าเพิ่น (สามี) ไม่ไปหาดิ้นหากินเหล้าเล่นการพนัน  ก็จะกลับออกมาอยู่ด้วยกันฉันท์สามีภรรยาอีก”
แต่ทีนี้พอแม่บวชแล้ว  เพิ่น(สามี) ก็ทำตัวเป็นชายเพลเซมา  ไม่ทำตามข้อตกลงที่ได้ว่ากันไว้
สาวกับบ้าน  สาวไปค้า  สาวมาแขก  เพิ่นก็หาดิ้นหาแอ่น
เหล้ากะกิน  ฝิ่นกะสูบ  เป็นบ่าวเฮินน้อยเป็นข้อยขี้ยา
เพิ่นผิดกติกาสัญญาก่อน
จึงได้มาพิจารณาว่า  ตัวแม่ก็เป็นเมียของเพิ่น  อยู่ในกรรมสิทธิ์ของเพิ่น  เพิ่นจะฆ่าก็ตาย  จะขายก็ขาด
จึงได้คิดหาอุบายว่า  เมื่อใจไม่ยอมที่จะลาสึกลาศีล  ก็แก้ไขคำเว้าแก้กล่าวคำขาน  จึงได้เอาซิ่นดำ  เสื้อดำนุ่งทับเสื้อผ้าแม่ขาวนางชีเอาไว้  แล้วก็ขึ้นไปบ้าน  ทำตัวเหมือนว่าลาสิกขาออกมาแล้ว  ทำกิจการงานบ้านทุกสิ่งทุกอย่าง  ตักน้ำ  นึ่งข้าว  ทำกิน  กวาดบ้านทำความสะอาดบนเรือนใต้ถุน  ตั้งแต่สายจนตกค่ำ พอได้จังหวะโอกาสก็ลงเรือนจะกลับเข้าวัด
เพิ่นผู้เป็นสามีก็ร้องถามว่า “จะไปซิเลอ”
แม่ก็ไม่ตอบ  ได้แต่รีบเดินจ้ำอ้าวไปทางข้ามทุ่งนาไปวัด
เพิ่นรู้ว่าแม่จะกลับวัดจึงได้วิ่งตามหมายจะปล้ำจะกอดตะครุบเอาตัวแม่กลับคืนบ้าน  แม่เองก็ทั้งเดินทั้งวิ่งจนผ้าซิ่นดำหลุด  ดีแต่อ้ายอินทร์  อ้ายแทน(พี่ชายคุณแม่)  ๒ คนวิ่งตามเอาผ้าขาวม้าคล้องเอวน้องเขย (นายบุญมา)  ดึงเอาไว้  เพิ่น(สามี - นายบุญมา)  คว้าเอาได้แต่ซิ่นดำนุ่งทับนอก
แม่เองก็กลับไปถึงวัด
หมู่แม่ชีทั้งหลายมาถามว่า  “เป็นอันตรายอะไรไหม ?” 
จึงได้เล่าเรื่องให้ฟังจนคุณย่าแดงฮ้ายเอาว่า  
    “ ผู้ชายผู้ซ้า  รอท่าลูกรอท่าเมีย
      ตัวเฮามิเสีย  ก็เสียชื่อกล่าวขาน
      อย่าไปแหย่ฮังเอาแตน
      อย่าไปแบนมือเอาไฟ ” 
 “คุณแม่ไปปฏิบัติอยู่วัดดอยธรรมเจดีย์  กับหลวงปู่กงมา  จิรปุญโญ  ปฏิบัติอย่างไรภาวนาอย่างไร จิตก็ไม่ยอมลง เพราะถือความรู้ในตัวเองมากจนเต็มใจ “นิพพานก็รู้แล้ว  ทางไปก็รู้แล้ว  ประตูนิพพานก็รู้แล้ว  ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่คืออัญญาท่านมั่นก็สอนไว้แล้วทุกอย่าง” 
  ทีนี้พอภาวนา ใจก็ไม่ยอมลงให้หลวงปู่กงมา  ทำอย่างไรจิตใจก็ไม่อ่อนไม่ลง จิตไม่รวม  แข็งกระด้างอยู่อย่างนั้น  ก็ได้แต่นึกด่าตัวเองในใจว่า “อีทิฐิ  อีมานะ  อีหยาบ  อีดื้อ  อีหม้อนะฮกเวจี (นรกอเวจี)”  นั่งภาวนาก็ด่า  เดินจงกรมก็ด่า  ปวดท้องบิดก็ปวด  ฝนก็ตกกระหน่ำ  เดินจงกรมตากฝนตลอดคืน  จนค่อนแจ้งจึงทบทวนตรวจตราดูตนเองว่าเป็นอย่างไรจึงแข็งค้างอยู่ฟ้าแท้หนาจิตดวงนี้  มาคิดได้ว่า  กิจของตนก็ประกอบอยู่แล้ว  ข้าวปลาอาหารก็อาศัยอยู่กับครูบาอาจารย์  มันดื้อ     มันอวดตัว มันประจานตัว  มันไม่ยอมลงแก่ใคร ๆ อยู่นี้  เพราะมาถือตนรู้   ถือผู้รู้นี้หรือ  ทีนี้เลยตั้งจิตอธิษฐานขอสมาคารวะพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ไหว้พระสวดมนต์ เจริญเมตตา      จิตจึงลั่นครึบ ตกวูบลงภายใน สงบนิ่งอยู่สักพัก  แสงสว่างภายในจากจุดจ้อยก็สว่างมากขึ้น  กว้างขึ้น  ขยายกว้างจนแจ้งหมด  แต่ก่อนมันไม่แจ้งไม่ชัดเจน หรุบหรู่อยู่  พอจิตยอมแล้ว สว่างแจ้งใสใจก็ชัดเจน  พิจารณาอะไรมันก็เหมาะก็ควร จิตอ่อน จิตเบา จิตควรแก่การงานมีธรรมะอบรมอยู่ในใจ  พิจารณาธรรมะอันใดก็ชัดเจนหมด ออกจากทางจงกรม เปลี่ยนเสื้อผ้า  ทำกิจก็สบาย รู้ตลอดไป จนหลวงปู่กงมา  กลับมาจากบิณฑบาต ทีนี้กิริยาของหลวงปู่กงมา  ก็เปลี่ยนไปด้วย  แต่ก่อนหน้านี้กิริยาบูดบึ้ง มึนตึง  ไม่ควรว่าก็ว่าให้ ไม่ควรด่าก็ด่าให้ ด่าก็ด่าตามคำที่คุณแม่นึกด่าตัวเองอยู่ภายในใจ  และมักจะยกย่องคนนั้นคนนี้  แม่ชีรูปนั้นรูปนี้ว่าดีอันนั้นก็ดี  อันนี้ก็ดีก็ถูก แต่เช้านี้กิริยาของหลวงปู่กงมา  เปลี่ยนมาเป็นยิ้มแย้มแจ่มใสแก้มปริอยู่  จัดแจงแบ่งปันอาหารบิณฑบาตด้วยองค์ท่านเอง แบ่งให้พระเณร  แบ่งให้แม่ชี  กิริยาใด ๆ ก็นุ่มนวลอ่อนละมุนละไม
พอภายหลังจากฉันจังหันเสร็จแล้ว  หลวงปู่กงมา  ก็ประกาศว่าดัง ๆ คับศาลาว่า “แม่แก้วเอ๋ย  ถูกทางของเธอแล้ว ตั้งใจไปเถิด”
 หลวงปู่กงมา  พูดได้แค่นั้นก็ลงศาลาไป ภายหลังลุถึงเวลาบ่ายหลวงปู่ออกจากที่พักผ่อนแล้ว  คุณแม่ก็จัดแต่งขัน ๕ ขัน ๘ ไปขอขมาคารวะองค์หลวงปู่กงมา  จิรปุญฺโญ       แต่หลวงปู่กงมา  ก็ให้คารวะพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ก่อนแล้ว มาคารวะพ่อแม่ครูบาอาจารย์แล้วองค์หลวงปู่กงมา จึงรับการขอขมาคารวะจากคุณแม่เป็นลำดับสุดท้าย  แล้วหลวงปู่กงมา  จิรปุญโญ  จึงเล่าความฝันอันเป็นอุบายธรรมภาวนาให้คุณแม่ฟังว่า “เมื่อคืน  อาตมาฝันว่า ควายอีตู้ซนหมูของอาตมา”    เมื่อคุณแม่อายุมากขึ้นแล้วการเดินจงกรมทำความเพียรของคุณแม่ก็ลดลง  เดินอยู่บนกุฏิแล้วก็มานั่งเฝ้าจุดตะเกียงน้ำมันอยู่บนกุฏิให้หมู่แม่ชีเดินจงกรมอยู่ในเส้นทางจงกรมของใครของมันจนกว่าดึกเที่ยงคืนก็หยุด  คุณแม่จึงยอมเข้าห้องพักผ่อน คุณแม่สอนว่า  เดินจงกรมกลับไปกลับมาก็ให้นึกพุทโธ อย่าได้ทิ้งพุทโธ  ผู้ที่ได้สมาธิขณะเดินจงกรมนี้สมาธิไม่เสื่อมง่าย ตั้งอยู่ได้นาน  จิตมันรวมลงไปได้ง่าย ส่วนร่างกายก็เบา  มิเจ็บแข้งมิเจ็บขา  เลือดลมไปมาสะดวก  จะมานั่งก็นั่งได้นาน  เดินตอนกลางวันก็ไม่อืดอาดอาหารถูกธาตุไฟเผาจนหมด หากจิตรวมแล้วก็จะเห็นได้ว่า  มีเทวดามายืนถือพานดอกไม้บูชาอยู่หัวท้ายทางจงกรม  บางพวกก็พนมมือไหว้สาธุ สาธุ  อยู่ ก็เป็นที่น่าแปลกอยู่ วันใดลูกศิษย์พากันเดินจงกรมสงบสงัดอยู่วันนั้นก็จะได้กลิ่นหอมอบอ้าวไปทั่ววัด จนวันหนึ่งคุณแม่ได้ทดลองถามหมู่ลูกศิษย์แม่ชีว่า  “ซุมโต๋ได้กลิ่นหอมอยู่บ่ มันหอมดอกไม้ผะเล๋อ”
 หมู่แม่ชีก็รับว่า “ได้กลิ่นหอมอยู่” คุณแม่ก็เฉลยว่า “มิแม่นเทวดามาอนุโมทนาบ่  เห็นบ่นั่นหมู่เทวดาทิพย์ถือพานดอกไม้มาบูชาอยู่นั่น”    บางวันคุณแม่ก็สอนว่า  “เดินจงกรมอย่าขี้คร้านเด้อลูกเด้อ  เดินฝึกหัดเจ้าของ  เท้าก้าวไปก็นึกพุท - โธตามไว้ด้วยในใจ อย่าให้จิตมันคิดไปเกาะเกี่ยวเที่ยวไปกับโลก  ให้มันอยู่ในทางจงกรม     อยู่กับเจ้าของผู้ภาวนาผู้นี้  ให้รู้อยู่ในจิตเท่านี้   เพิ่นอัญญาท่านมั่นสอนแม่ไว้แต่ก่อนว่าให้เพียรเดินกลับไปกลับมากำหนด เอาทิศตะวันออกไปหาทิศตะวันตก” แม่ชีอุปัฏฐากคุณแม่บอกว่า  “สมัยคุณแม่ยังเดินได้คล่องแคล่ว เพิ่นเดินจงกรมทุกวันทั้งกลางวันกลางคืน วันหนึ่งได้หลายชั่วโมง กินข้าวแล้วเสร็จการงานหมดแล้วก็เข้าทางจงกรม  หากวันใดมีการงานหรือมีการออกไปนอกวัด  เช่นหาฟืน หาหน่อไม้  หาเห็ด หาหวายหาสานก็จะพากันไป  เพิ่นก็สอนให้ภาวนาไปตลอดทางไปกลับ หรือบางครั้งก็สอนให้ทบทวนบทสวดมนต์  เมตตาไปด้วย คุณแม่สอนไว้หมด  ปฏิกูล  อสุจิ  อสุภัง  ความเปื่อยเน่าของสังขารร่างกาย  เพื่อให้จิตแจ้งในความเบื่อหน่ายให้จิตอิดหนาระอาใจ  เบื่อหน่ายคลายกำหนัด
 เพิ่นสอนให้แก้จิตของตนอยู่ตลอดเวลา
                                          

 “การท่องเที่ยวเสาะหาครูบาอาจารย์เพื่อฟังธรรม เข้ารับการอบรมและเทียบเคียง  เสาะหาแนวปฏิบัติธรรมของแม่  ก็เสาะไปมาหาอยู่หลายที่  วัดหนองน่อง  วัดภูเก้า  วัดดอยธรรมเจดีย์      วัดสุทธาวาส วัดบ้านตาด  ท่าบ่อ จันทบุรี  ธาตุพนม  พรรรณานิคม เพราะอะไร เพราะอยากหลุดพ้น  ไม่อยากทุกข์  จึงไปด้วยใจมุ่งมั่นไปด้วยความเด็ดขาดของตน เมื่อได้แนวทางการปฏิบัติพอควรแก่อุบายแล้วจึงกลับมาอยู่กับลูกกับหลานบ้านห้วยทราย  เพราะเราเป็นแม่ชีจะไปอย่างพระเณรก็มิได้  ไปอยู่ไหนก็ขออาศัยข้าวก้นบาตรของครูบาอาจารย์เลี้ยงชีวิต  ไปบิณฑบาตก็มิได้ จะใช้บาตรอย่างครูบาอาจารย์ก็มิได้ แต่เมื่อมาอยู่บ้านก็ให้ลูกหลานชาวบ้านผู้ใจบุญเขาเอามาให้อยู่ เอามาให้กิน
 ไม่เคยอดไม่เคยยากพอได้อยู่ได้กิน  อิ่มบ้าง ไม่อิ่มบ้าง  ก็เป็นปกติธรรมดาของนักบวช การปฏิบัติต้องดำเนินหนทางเอาเอง  ปฏิบัติด้วยตนเอง เสาะหาช่องทางพ้นทุกข์ด้วยตนเอง  ที่ถูกต้องอย่าไปเสาะหาในภายนอกแต่มีอยู่แล้วในภายใน เพราะมีอยู่ภายในจิตใจของเรานี้เอง ให้อด ๆ เพียร ๆ อดทนพากเพียรพยายามให้ถึงที่สุด ก็จะได้ปรากฏขึ้นมาได้เองดอกลูกเอ๋ย การอดข้าวแม่ก็เคยทำ  อดน้ำอดนอนแม่ก็เคยทำมาแล้ว  เอาความอดทนเอาความเพียรเป็นอาหารเลี้ยงกายใจ ให้ทำให้ทดลองทำดูปฏิบัติดู จะรู้ได้เข้าใจยิ่งกว่าคำพูดนี้”   “ แม่ชีแก้วที่อยู่บ้านห้วยทรายนี้
เป็นลูกศิษย์ดั้งเดิมของท่านอาจารย์มั่น
ตั้งแต่เป็นสาวโน่นนะ
 แกภาวนาเป็นตั้งแต่ยังสาวโน่น”      “ความรู้ของคุณแม่แก้วแปลกพิศดารมาก
 ความสำคัญที่สุดเรียกได้ว่าไม่พลาดเลย
 ไม่มีพลาด แม่นยำ ไม่เคลื่อนเลย”
                                 

                        หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
                    วัดป่าบ้านตาด        จังหวัดอุดรธานี 
                Youtube  เทศนาเกี่ยวกับแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ