สพฺพทานํ   ธมฺมทานํ   ชินาติ   การให้ธรรมะเป็นทาน   ชนะการให้ทั้งปวง

        หน้าแรก
        ประวัติวัดสันติวรญาณ
        ประวัติหลวงปู่อ่ำ ธมฺมกาโม
        ธรรมะหลวงปู่อ่ำ ธมฺมกาโม
        กิจกรรม
        ข่าวสาร
        เกี่ยวกับผู้จัดทำ
        แผนที่ไปวัดสันติวรญาณ
        ปฏิทิน
        หน้าวิชาการ

 

                                 หลวงปู่หลอด ปโมทิโต
                                 
 
วัดสิริกมลาวาส (วัดใหม่เสนา)
                       ลาดพร้าว บางกะปิ กรุงเทพฯ (2458 – ปัจจุบัน)

                            
นามเดิม
     หลอด  ขุริมน

เกิด           วันพฤหัสบดีที่ 9  ธันวาคม พ.ศ. 2458

                ปีเถาะ จ.ศ. 1277  กำเนิด ณ บ้านขาม  ต.หัวนา อ.หนองบัวลำภู จ. อุดรธานี

โยมบิดา   คุณพ่อบัวลา  ขุริมน

โยมมารดา  คุณแม่แหล้ (แร่  ขุริมน)  มีพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน 3 คน  คือ

                1.  นายเกิ่ง  ขุริมน  (ถึงแก่กรรม)

                2.  นางประสงค์  ขุริมน  (ถึงแก่กรรม)

                3.  พระครูปราโมทย์ธรรมธาดา  (หลวงปู่หลอด  ปโมทิโต)

การศึกษา

                เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่  มีอายุครบเกณฑ์ที่จะเข้าศึกษาเล่าเรียนในชั้นประถมศึกษา  คุณพ่อบัวลาจึงได้พาไปฝากเรียนที่โรงเรียนประชาบาลวัดบ้านหิน  ตำบลหัวนา  อำเภอหนองบัวลำภู  จังหวัดอุดรธานี  ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำหมู่บ้าน  จนกระทั่งท่านได้จบการศึกษาตามหลักสูตรในสมัยนั้น  คือชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  พออ่านออกเขียนได้  ซึ่งขณะนั้นหลวงปู่อายุได้ 16 ปี ก็เรียกได้ว่ากำลังหนุ่มแน่น  มีกำลังแรงงานดี  จึงเป็นแรงสำคัญของทางบ้านในการทำเรือกสวนไร่นา  แต่ก็เป็นอันต้องมีเหตุให้เกิดความเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก  เมื่อคุณแม่แหล้ผู้เป็นมารดาล้มป่วยอย่างหนัก  และถึงแก่กรรมในที่สุด  พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านตั้งใจไว้ว่าจะบรรพชา  เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่มารดาเมื่อถึงเวลาอันสมควร

บรรพชา

                เมื่อหลวงปู่อายุได้ 18 ปี  ก็ได้มีโอกาสเข้าบรรพชาเป็นสามเณรสมดังใจตั้งมั่นที่วัดศรีบุญเรือง  ตำบลหัวนา  อำเภอหนองบัวลำภู  จังหวัดอุดรธานี  โดยมีพระอธิการคูณ เจ้าอาวาส เป็นพระอุปัชฌาย์  และเมื่อบวชเณรอยู่ได้ไม่นาน บิดาก็มาเสียชีวิตไป  เมื่อคุณพ่อบัวลามาด่วนจากไปเสียอีกคน  หลวงปู่ท่านจึงต้องลาสิกขาออกมาเพื่อช่วยพี่ ๆ ทำเรือกสวนไร่นาต่อไป

อุปสมบท 

                เมื่อความคิดอยากจะบวชอีกครั้งยังมีอยู่  ยังไม่ลบเลือนไปจากจิตใจ  สองปีต่อมาหลวงปู่จึงได้หาโอกาสที่จะปล่อยวางงานและภาระทางบ้าน  เพื่อมาบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา

                พระเดชพระคุณหลวงปู่ได้ก้าวเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์  สังกัดมหานิกาย ณ พัทธสีมาวัดธาตุหันเทาว์  ตำบลบ้านขาม บ้านเกิดของหลวงปู่นั่นเอง  เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2479  ตรงกับวันจันทร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือนสาม ปีจอ  โดยมีพระอาจารย์ชาลีวัดโพธิ์ชัยสะอาด บ้านจิก อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี เป็นพระอุปัชฌาย์  และพระอาจารย์ขาน เป็นพระกรรมวาจาจารย์  และได้พำนักที่วัดธาตุหันเทาว์  ในขณะนั้นมีพระอาจารย์มหาตัน  สุตตาโนเป็นเจ้าอาวาส

                เมื่อหลวงปู่บวชได้แล้วประมาณ 3 เดือน  พอขึ้นเดือนมิถุนายน  หลวงปู่ก็ได้มีโอกาสพบกับพระอาจารย์มณฑา  ซึ่งท่านเดินทางมาจากวัดบ้านโกทา จังหวัดขอนแก่น และก็ได้ปรึกษากันว่าจะพากันไปศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่วัดโพธิสมภรณ์  ในตัวจังหวัดอุดรธานี  ซึ่งมีพระเดชพระคุณพระธรรมเจดีย์  (จูม  พนฺธุโล)  เป็นเจ้าอาวาสปกครองดูแลอยู่  นับว่าเป็นสำนักเรียนที่มีชื่อเสียงที่สุดในภาคอีสานในขณะนั้นก็ว่าได้

                พรรษาที่ 1-3  (พ.ศ.2479-2482)  หลวงปู่ได้เดินทางมาถึงวัดโพธิสมภรณ์  อุดรธานี  ในเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ.2479  เมื่อหลวงปู่ได้พำนักอยู่ที่วัดโพธิสมภรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ท่านจึงได้สมัครเรียนนักธรรม และพระบาลีตามประกาศของสำนักเรียนในวัดโพธิ์ฯ  เมื่อเปิดเรียนไม่นาน  หลวงปู่ก็ลาออกจากการเรียนพระบาลี เหลือแต่นักธรรมอย่างเดียว

แปรญัตติเป็นธรรมยุติ

                เนื่องจากการที่ท่านเป็นพระมหานิกาย  จึงทำให้เกิดความไม่สะดวกต่อการทำสังฆกรรม  เช่นการลงประชุมฟังพระปาติโมกข์  หลวงปู่ก็มิได้ลงร่วมฟังสังฆกรรมดังกล่าว  เมื่อเป็นเช่นนั้น  หลวงปู่ท่านรู้สึกไม่ค่อยสะดวกและสบายใจเท่าไรนัก  จึงได้ตัดสินใจที่จะขอแปรญัตติเมื่อวันที่  8  ธันวาคม พ.ศ. 2479  โดยมีท่านเจ้าคุณพระเทพกวี (จูม  พนฺธโล)  ภายหลังได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ที่พระธรรมเจดีย์ เป็นพระอุปัชฌาย์  ท่านพระครูศาสนูปกรณ์  วัดโพธิสมภรณ์  เป็นพระกรรมวาจาจารย์  และท่านพระครูประสาทคณานุกิจ  วัดโพธิสมภรณ์  เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า
“ปโมทิโต”  หมายถึง ผู้มีความบันเทิง ผู้ปลื้มใจ ผู้มีใจอันเบิกบาน ซึ่งขณะนั้นหลวงปู่มีอายุ 21 ปี

                การอยู่ที่วัดโพธิสมภรณ์ในยุคโน้น  นับว่าเป็นโชคดีแก่ชีวิตหลายอย่าง  เพราะนอกจากจะเป็นสำนักเรียนที่มีชื่เสียงแล้ว  ยังมีพระเถระผู้ใหญ่ ผู้มีบทบาท และมีชื่อเสียงโด่งดังในด้านการปกครอง  ด้านการเผยแผ่  ตลอดทั้งด้านสมถะและวิปัสสนามาพำนักอยู่ที่วัดโพธิสมภรณ์อยู่เรื่อยมา  จึงทำให้หลวงปู่ได้มีโอกาสได้พบเห็นและฟังการอบรมจากพระเถระเหล่านั้นมากท่านและหลายครั้ง  และมีหลักในการปฏิบัติกับตนได้เป็นอย่างดี

                หลวงปู่ได้อยู่วัดโพธิสมภรณ์ไปถึงเดือนมิถุนายน 2481  หลวงปู่ได้เดินทางกลับไปวัดธาตุหันเทาว์  และก็ได้ถูกมอบหมายหน้าที่ให้เป็นครูสอนนักธรรมตรี  ซึ่งขณะนั้นกำลังขาดแคลนครูสอน  ท่านเจ้าคุณพิศาลเถระ  เจ้าคณะหนองบัวลำภู จึงได้ขอร้องให้หลวงปู่อยู่จำพรรษาที่วัดธาตุหันเทาว์  เพื่อเป็นครูสอนนักธรรม  หลวงปู่ท่านเลยรับคำอยู่ช่วยสอนนักธรรมตรี จนออกพรรษาและสอบธรรมสนามหลวงประจำปี 2481 แล้วเสร็จ ท่านจึงได้เดินทางกลับมาที่วัดโพธิสมภรณ์เหมือนเดิม  เพื่อมาศึกษานักธรรมโทต่อที่วัดโพธิสมภรณ์  จังหวัดอุดรธานี และสอบได้ในปีนั้นเอง  จากนั้นก็สมัครสอบนักธรรมเอกในปีต่อมา

                พรรษาที่ 4  (พ.ศ.2483)  ในพรรษาที่ 3 ปี พ.ศ. 2482  หลังจากออกพรรษาและสอบนักธรรมเสร็จ  หลวงปู่ท่านได้มีโอกาสพบกับเพื่อภิกษุรูปหนึ่ง  ชื่อพระอาจารย์วิฤทธิ์  ปุญฺญมาโน  ซึ่งท่านเคยอยู่วัดโพธิสมภรณ์มาก่อน  และก็ได้ชวนหลวงปู่ให้ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมด้วยกัน  ก็เป็นอันตกลง  และในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2482  จึงได้พากันออกเดินธุดงค์โดยมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก  ตั้งจุดหมายปลายทางคือ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์  ซึ่งต้องผ่านไปทางบ้านปากดง บ้านหนองขุ่ม บ้านนาแอ่ง การเดินธุดงค์ครั้งนี้  หลวงปู่มีความประทับใจไม่รู้ลืม ที่ได้สัมผัสกับธรรมชาติ  เสียงของสัตว์นานาชนิด ป่าดงพงไพรยังอุดมสมบูรณ์  มีแหล่งน้ำที่ใสและเย็นสดชื่นให้ได้เห็นมากแห่ง  เป็นสิ่งที่หายากยิ่งในปัจจุบัน  ซึ่งเกิดจากการทำลายป่าและความเห็นแก่ตัวของมนุษย์  การเดินธุดงค์ในครั้งนี้เป็นการเดินธุดงค์หาวิเวกเพื่อปฏิบัติธรรมจริง ๆ  หากพบสถานที่ใดที่มีความสงบวิเวก  เหมาะแก่การปฏิบัติบำเพ็ญเพียรแล้ว  ก็จะพักปฏิบัติธรรมอยู่ระยะหนึ่ง  จึงค่อยย้ายจากไปหาที่ใหม่  เพื่อจะได้ไม่ติดในสถานที่  และจิตใจจะได้มีการตื่นตัว แปลกที่อยู่เสมอ  ทำให้การทำความเพียรได้ผลดีมาก

                ท่านเดินทางธุดงค์ไปในที่ต่าง ๆ  และหยุดพักปฏิบัติธรรมในที่เห็นว่าสมควร  และในที่สุดก็ได้มาพักอยู่ที่วัดสามัคคีพัฒนา  อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์  ซึ่งอาจารย์โชติ  กาญจโน เป็นเจ้าอาวาส  เป็นอันว่าในพรรษาของปี พ.ศ. 2483  พรรษาที่ 4 ของหลวงปู่  ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้  และในพรรษานี้เอง  หลวงปู่ได้ตั้งสัจจะปาวารณาถือเนสัชชิก (อาการสาม ยืน เดิน นั่ง)  โดยเอาแบบอย่างการปฏิบัติของหลวงปู่ซามา  โดยจะไม่ยอมให้หลังแตะพื้น  จะเป็นอย่างไรจะไม่ยอมให้หลังนี้สัมผัสพื้นเลย  หลวงปู่ท่านปฏิบัติอยู่อย่างนี้ตลอดพรรษามิได้ขาด  และการปฏิบัติของท่านก้าวหน้าไปด้วยดี

                พรรษาที่ 5-7 (พ.ศ.2484-2486) พอออกพรรษา  หลวงปู่ก็ออกธุดงค์หาวิเวกไปในถิ่นต่าง ๆ ภายในเขตอำเภอหล่มสัก  ต่อมาเมื่อใกล้จะเข้าพรรษาในปี พ.ศ.2484  หลวงปู่ตั้งใจว่าจะกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดสามัคคีพัฒนาเหมือนเดิม  แต่เนื่องจากทางวัดเกาะแก้ว ตำบลน้ำเฮี้ย อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์  มีพระที่จำพรรษาไม่ครบ 5 รูป  ทางพระอาจารย์สิงห์ทอง  สุวณฺณธมฺโม  เจ้าอาวาสในขณะนั้น  จึงได้มากราบเรียนขอความอนุเคราะห์  และได้หลวงปู่ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดในพรรษานี้เอง  หลวงปู่ท่านตั้งใจจะเพียรพยายามท่องปาติโมกข์ให้ได้  เนื่องจากท่านตั้งใจจะเป็นผู้สวดปาติโมกข์ในวันออกพรรษาเอง  และท่านก็ทำได้สำเร็จสามารถท่องพระปาติโมกข์ได้จบ

        ก่อนจะถึงวันออกพรรษา  หลังจากออกพรรษามาไม่นาน  หลวงปู่ก็กลับมาพักอยู่ที่วัดสามัคคีพัฒนา  ในขณะที่ท่านกลับมาพักที่นี่  ก็มีคณะญาติโยมจากบ้านหนองไขว่  บ้านน้ำกร้อ  บ้านน้ำชุน  บ้านโนนทอง บ้านปากดุก บ้านดงเมือง มานิมนต์หลวงปู่ไปช่วยเทศน์อบรมชาวบ้านในหมู่บ้านของตน ซึ่งหลวงปู่ก็รับนิมนต์แล้วก็ย้ายไปเรื่อย ๆ ตามแนวริมฝั่งแม่น้ำป่าสัก  ตลอดระยะเวลา 4 เดือนในหน้าแล้ง  พอถึงหน้าฝน  หลวงปู่ก็ย้อนกลับมาวัดสามัคคีพัฒนาอีก  รวมแล้วหลวงปู่ได้อยู่จำพรรษาและได้เที่ยวตระเวนธุดงค์ไปเขตจังหวัดเพชรบูรณ์  เป็นระยะเวลา 3 ปีเต็มๆ  หลังจากนั้นในพรรษาที่ 6 หลวงปู่ก็ได้เดินทางออกจากจังหวัดเพชรบูรณ์มาจำพรรษาที่วัดโนนนิเวศน์ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีหลวงปู่ภูมี  ฐิตธมฺโม เป็นเจ้าอาวาส  จนกระทั่งเดือนมกราคม พ.ศ. 2486 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมและสะดวกแก่การออกธุดงค์ 
                        

                และในระหว่างที่กำลังธุดงค์อยู่ในเขตจังหวัดอุดรธานีนั้น  นับเป็นความโชคดีของหลวงปู่ที่ได้พบครูบาอาจารย์ผู้มีประสบการณ์ทางพระกรรมฐานมากอีกองค์หนึ่ง คือพระอาจารย์อ่อนศรี  สีลขนฺโธ  ซึ่งท่านเคยปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงปู่มั่นที่อำเภอพร้าว  จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลาหลายปี  ท่านจึงได้ชวนกันไปเดินธุดงค์มุ่งหน้าไปทางอำเภอบ้านผือ  และก็ได้ธุดงค์ไปในที่ต่าง ๆ และก็ได้กลับไปพักที่วัดโนนนิเวศน์  และก็ได้พบกับพระอาจารย์คำภา  จุนโท  จึงได้ชวนกันออกวิเวกไปแถบตำบลหนองหาร  ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของท่าน และก็เดินทางผ่านไปจนถึงบ้านเชียง  เห็นว่าจวนเข้าพรรษาแล้ว  จึงตกลงกันอยู่จำพรรษาที่ป่าช้าบ้านเชียง (พรรษาที่ 7)  และที่นี่เองท่านได้ผจญกับมารทางจิตแทบเอาตัวไม่รอดในเรื่องของสตรีเพศ  ในที่สุดท่านก็ใช้หลักมหาสติปัฏฐานมาแก้ปัญหาดังกล่าว  และก็สามารถชนะอารมณ์กามคุณดังกล่าวได้สำเร็จ

                พรรษาที่ 8  (พ.ศ.2487)  ได้พบพระผู้เป็นบิดาแห่งกองทัพธรรม (พระบูรพาจารย์)  เมื่อออกพรรษาแล้วคณะธุดงค์ของหลวงปู่และพระอาจารย์คำภาก็ยังคงปักหลักอยู่ที่ป่าช้าบ้านเชียงนั้นต่อไปอีก  ประมาณ 2-3 เดือน  จากนั้นเพื่อสหธรรมมิกผู้ร่วมธุดงค์  จึงได้มาชวนหลวงปู่ไปกราบนมัสการ หลวงปู่มั่น  ภูริทตฺโต  ที่วัดป่าบ้านโคก (ปัจจุบันคือ  วัดป่าวิสุทธิธรรม  อำเภอโคกสีสุพรรณ  จังหวัดสกลนคร)  จึงออกเดินทางจากอุดร  ราววันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2487  ในระหว่างที่อยู่กับหลวงปู่มั่น  ท่านได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนทัศนธรรมกับพระอาจารย์ต่าง ๆ ที่ร่วมอยู่ในระหว่างนั้น  ซึ่งพระอาจารย์เหล่านั้นก็มีชื่อเสียงโด่งดังในปัจจุบัน เช่น อาจารย์สุวัจน์  สุวโจ  หลวงตามหาบัว  เป็นต้น  จึงถือว่าพรรษานี้หลวงปู่ได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล  ที่ได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์มั่น  ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งกองทัพธรรม  หลังจากนั้นมาระยะหนึ่ง หลวงปู่และพระอาจารย์บัวพา  ปญฺญาพาโส  ก็ตกลงกันว่าจะออกวิเวกร่วมกัน  จึงได้เข้าไปกราบขออนุญาตลาหลวงปู่มั่นเพื่อออกธุดงค์หาประสบการณ์  ซึ่งหลวงปู่มั่นก็ได้อนุญาตการธุดงค์

                ครั้งนั้นหลวงปู่ได้มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก  ล่องลงมาตามเขาภูพานในเขตจังหวัดสกลนคร  เข้าสู่อำเภอเมือง และก็ได้ดั้นด้นลงถึงเชิงเขาภูพานที่บ้านกวนบุ่น  และไม่ห่างไกลจากหมู่บ้านนี้นัก  มีถ้ำพอพักอาศัยปฏิบัติได้  ท่านจึงได้พักอาศัยปฏิบัติอยู่ที่ถ้ำนี้ และก็ได้สอนให้ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้เลิกนับถือผี  และหันมาสนใจพระพุทธศาสนากันมากขึ้น  หลวงปู่กับหลวงปู่บัวพาอยู่บำเพ็ญสมณธรรมที่บ้านกวนบุ่นเป็นระยะเวลาสองเดือนเศษ  เมื่อย่างเข้าเดือนเมษายน  หลวงปู่เกิดอาการอาพาธด้วยโรคไข้ป่า  อาการหนักมาก  เมื่ออาการยังไม่ดีขึ้น จึงได้ตกลงกับอาจารย์บัวพาว่าจะกับไปที่บ้านโคก เพื่อกราบพึงบารมีหลวงปู่มั่น  ซึ่งหลวงปู่มั่นท่านไม่ให้ฉันยา  ท่านให้ภาวนารักษาตัว  อย่าไปยึดติด  ที่สุดหลวงปู่ก็หายได้ด้วยกำลังของภาวนา

                การได้พบกับหลวงปู่มั่นนั้นทำให้หลวงปู่ได้รับอุบายธรรมต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย  ทำให้สติปัญญาสว่างไสวมากขึ้น  เป็นอันว่าพรรษานี้ (พรรษาที่ 8 ปี พ.ศ.2487)  หลวงปู่ก็ได้อยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่น  และได้รับธรรมคำสั่งสอนของหลวงปู่มั่น ชนิดที่เรียกว่าเป็นธรรมอันล้ำค่าทีเดียว

                พรรษาที่ 9-10  (พ.ศ.2488 – 2489)  เมื่อพ้นจากฤดูกาลเข้าพรรษาในปี พ.ศ. 2487 แล้ว  หลวงปู่ก็ได้ชักชวนเพื่อนพรหมจรรย์ด้วยกันออกธุดงค์อีก  ครั้งนั้นได้พากันธุดงค์มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก  เดินทางไปพักอยู่ที่ถ้ำขาม  ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้รับการปรับปรุง  ไม่มีพระเณรอยู่ประจำ  ต่อมาพระอาจารย์ฝั้น  อาจาโร  ก็ได้พาคณะพระเณรมาปรับปรุงถ้ำขามจึงน่าอยู่มาก  และมีพระเณรอยู่รักษาเป็นประจำจนกระทั่งทุกวันนี้  ถ้ำแห่งนี้เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมเป็นอย่างมาก  ถ้ำแห่งนี้เคยเป็นที่พำนักพักพิงของครูบาอาจารย์มาแล้วหลายรูป  เช่น  พระอาจารย์ขาว  อนาลโย  แห่งวัดถ้ำกลองเพล  อุดรธานี  และพระอาจารย์เทศก์  เทสฺรํสี  ในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน  ท่านก็ได้มาพำนัก ณ ที่ถ้ำขามแห่งนี้จนกระทั่งมรณภาพ

                หลวงปู่ท่านพักอยู่เพียงคืนเดียว  รุ่งขึ้นท่านก็รีบเดินทางต่อ  มุ่งไปทางอำเภอพรรณานิคม  จังหวัดสกลนคร  ขณะนั้นอาการอาพาธจากไข้ป่าของหลวงปู่ก็ได้กำเริบขึ้นอีก  หลวงปู่ก็พยายามอดทน  และได้เดินทางออกวิเวกไปยังอำเภอหนองบัวลำภู  ถิ่นกำเนิด ไปถึงป่าช้าบ้านบาม (วัดป่าศรีสว่างในปัจจุบัน)  หลวงปู่ได้พักรักษาตัวอยู่ที่ป่าช้าบ้านขาม (วัดป่าศรีสว่าง)  ประมาณหนึ่งเดือนอาการป่วยจึงหายเป็นปกติ  ก็ออกตามหาพระอาจารย์คำภา เพื่อนธุดงค์คู่ทุกข์คู่ยาก  จนในที่สุดก็ได้พบกันที่วัดป่าบ้านบก  ก็ได้พากันออกวิเวกไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อปฏิบัติธรรมและอบรมประชาชน  โดยแวะพักหมู่บ้านละคืนสองคืนเรื่อยไป  และมุ่งหน้าไปทางจังหวัดเลยและเพชรบูรณ์  ซึ่งมากายไปด้วยภูเขา ถ้ำและเหว  อันเหมาะแก่การปฏิบัติบำเพ็ญเพียร  พอใกล้เข้าพรรษา (พรรษาที่ 9)  หลวงปู่จำพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองบัว  พอออกพรรษา หลวงปู่ก็ได้ออกวิเวกไปหาพระอาจารย์คำภา  ซึ่งจำพรรษาอยู่สำนักสงฆ์บ้านปากเหมือนใหม่  ต.ลานป่า อ.หล่มสัก  ต่อมาหลวงปู่และคณะก็ตระเวนวิเวกและอบรมประชาชนไปตามที่ต่าง ๆ  และประมาณเกือบ 15 วัน จะเข้าพรรษา  ชาวบ้านน้ำเล็นมากราบขอพระไปอยู่จำพรรษาที่บ้านน้ำเล็น  พระอาจารย์คำภาจึงตกลงในหลวงปู่ไปจำพรรษาอยู่ที่นั้น

                เป็นอันว่า ปี 2489 (พรรษาที่ 10)  หลวงปู่จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านน้ำเล็น รวมแล้วหลวงปู่ท่านได้พำนักจำพรรษาอยู่ในเขตอำเภอหล่มสักติดต่อกันสองพรรษา

                พรรษาที่ 11-13 (พ.ศ. 2490-2492)  ครั้นพอได้เวลาออกพรรษา  หลวงปู่ก็ออกจาริกธุดงค์ต่อ  ได้ตั้งใจบำเพ็ญภาวนาและอบรมศีลธรรมแก่ญาติโยมตามเส้นทางที่ผ่านไปเท่าที่มีโอกาส  ในระหว่างที่วิเวกนั้นท่านไปเพียงรูปเดียว  หลวงปู่ได้ปรึกษากับพระอาจารย์คำภาว่า  ปี 2490  นี้ จะขอให้ธุดงค์ ทางภาคเหนือ  ดังนั้น ราวต้นเดือนเมษายน ปี 2490  หลวงปู่ได้เดินทางมุ่งสู่ภาคเหนือ  ท่านได้ไปพักอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง  จังหวัดเชียงใหม่ อยู่หลายคืน  เพื่อสืบเสาะหาวัดกรรมฐานที่อยู่ภายในจังหวัดเชียงใหม่  ก็ทราบว่ามีอยู่หลายแห่ง  หลวงปู่ท่านจึงได้เริ่มต้นจากสำนักสงฆ์สันต้นเปา  อำเภอสันกำแพง  ท่านได้พักที่นี่หนึ่งเดือน  และที่นี้เองหลวงปู่ได้พบตำราเล่มหนึ่ง คือโลกนิติคำกาพย์  ภาษาลาว  และกาพย์ปู่สอนหลาน  ซึ่งประพันธ์ขึ้นโดยหลวงปู่เจ้าคุณอุบาลี  คุณูปมาจารย์  จากนั้นหลวงปู่ท่านก็ย้ายไปพำนักอยู่เพื่อศึกษาธรรมกับหลวงปู่สิม  พุทฺธจาโร  แห่งวัดป่าโรงธรรมสามัคคี  อำเภอสันกำแพง  จังหวัดเชียงใหม่  และในปี พ.ศ.2490  หลวงปู่จึงได้จำพรรษาที่วัดป่าโรงธรรมสามัคคี (พรรษาที่ 11)  ในพรรษานี้หลวงปู่ตั้งสัจจะ  จะไม่นอนทอดหลังจนตลอดภายในพรรษา  ผลของการปฏิบัติภาวนาของหลวงปู่ในพรรษานี้มีความก้าวหน้าอย่างมาก  ท่านทำความเพียรได้มากขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจ

                ในราวเดือนธันวาคมของปี พ.ศ.2490  หลวงปู่ได้ออกเดินทางจากวัดป่าโรงธรรมสามัคคี อำเภอสันกำแพง  ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศใต้  ประมาณ 30 กิโลเมตร  ท่านได้ออกวิเวกไปตามป่าในแถบนั้นเรื่อยไป  หลวงปู่ท่านอยู่วิเวกในละแวกอำเภอสันป่าตอง  ส่วนมากท่านก็จะพักปักกลดอยู่ตามป่าช้า  จนถึงเดือนมิถุนายน 2491  ขณะที่ท่านพำนักอยู่ใกล้บ้านสันขะยอม  ก็มีญาติโยมสนใจปฏิบัติฟังธรรมมาขอรับการอบรมจากท่านมาก  เมื่อหลวงปู่ท่านพิาจารณาแล้วว่าในแถบนี้  เป็นสถานที่สัปปายะเหมาะแก่การเจริญภาวนา  ญาติโยมสนใจภาวนาดี  ท่านจึงได้สร้างกุฏิเล็ก ๆ ได้ 3 หลัง  และศาลาโรงธรรม  แล้วจึงตกลงใจอยู่จำพรรษา  (พรรษาที่ 12  พ.ศ. 2491) ณ ที่นี้  ท่านอยู่ที่ป่าช้า  บ้านสันขะยอมได้ 7 วัน  ชาวบ้านพอทราบข่าว  ก็มีศรัทธาหลั่งไหลมาฟังธรรมและชมบารมีหลวงปู่ทุกวัน  ระยะแรกเข้าพรรษาไปได้ไม่กี่วัน  คณะของท่านก็ได้ถูกพวกมารศาสนาผจญเอาอย่างหนัก  พยายามเบียดเบียนรังแกสารพัดวิธี เพื่อให้คณะของท่านทนอยู่ไม่ได้  ต้องหนีไปจากที่นั่น  เพราะไปขัดลาภสักการะของเขา  อีกทั้งยังมีศีลาจารวัตรอันแตกต่าง  ทำให้เกิดการเปรียบเทียบและช่องว่างขึ้นมา  แต่คณะของท่านก็อดทนด้วยขันติตลอดมา  โดยยึดมั่นอยู่ในศาสนธรรม  ไม่มุ่งเบียดเบียนใคร  มีแต่แผ่เมตตาและกระทำประโยชน์ให้เกิดแก่หมู่ชนเท่านั้น

                เมื่อป่าช้าบ้านสันขะยอมไม่ใช่สถาน ที่ ๆ สัปปายะอีกต่อไปแล้ว  ทั้งยังคับแคบเนื่องจากขณะนั้นมีญาติโยมมาขอฟังและปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มากมาย  ชาวบ้านสันขะยอมจึงเห็นพ้องต้องกันว่า  ควรจะหาที่สร้างสำนักสงฆ์แห่งใหม่  และชาวบ้านหลาย ๆ คนเห็นว่า  สวนมะม่วงและสวนลำไยซึ่งอยู่ไม่ห่างจากป่าช้าสันขะยอมมากนัก  และเจ้าของที่ก็ได้ถวายที่ดินซึ่งเป็นสวนมะม่วงแห่งนั้นให้กับหลวงปู่  พร้อมกันนั้นชาวบ้านก็รวบรวมปัจจัยและมาช่วยสร้างสำนักสงฆ์กันอย่างมากมาย  เพียงไม่กี่วันก็กลายเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การปฏิบัติภาวนา  หลวงปู่สร้างเสร็จสมบูรณ์ภายในไม่ถึง 2 ปี  เพราะญาติโยมที่นั่นเขาศรัทธาหลวงปู่มาก

                เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว  หลวงปู่จึงได้ให้ชื่อสถานที่แห่งนี้ว่า  สำนักสงฆ์
อัมพวัน (ปัจจุบันคือวัดป่าเจริญธรรมนั่นเอง)
  และหลวงปู่ได้นิมนต์พระอาจารย์น้อย  สุภโร เป็นประธานสงฆ์แทน  ส่วนตัวหลวงปู่เองก็ออกวิเวกไปในอำเภอสันป่าตอง  การวิเวกนั้นมักใช้ป่าช้าเป็นที่พำนักพักพิง  เพราะเงียบสงัดดี  แต่ละแห่งในเวลากลางคืนก็มักจะมีประชาชนไปฟังเทศน์ฟังธรรมกันมากมาย

                เมื่อหลวงปู่ทราบว่า  พระอาจารย์แว่น  ธนปาโล  ได้พาคณะไปบูรณะถ้ำพระสบาย  ที่อำเภอแม่ทะ  จังหวัดลำปาง  มาประมาณ 6 เดือนแล้ว  ท่านจึงได้ไปตรวจดูถ้ำที่นั่นและก็พอใจเป็นอย่างมาก  แห่งเห็นว่าเหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรเป็นอย่างยิ่ง  หลวงปู่จึงตัดสินใจอยู่จำพรรษา(พรรษาที่ 13 พ.ศ.2492) ที่นี้   และสาเหตุที่ถ้ำนี้ชื่อว่าถ้ำพระสบาย ก็เนื่องจากหลวงปู่สิม  พุทฺธจาโร ท่านเป็นผู้ตั้งชื่อ  โดยท่านปรารภว่าถ้ำนี้เย็นเงียบสงัด อากาศปลอดโปร่งทั้งกลางวันกลางคืน  พระที่อยู่ก็รู้สึกสบาย  ท่านจึงตั้งชื่อว่าถ้ำพระสบาย  คนอื่นก็เรียกตาม ๆ กันมาจนถึงทุกวันนี้

                พรรษาที่ 14-15 (พ.ศ. 2493-2494)  ในวันแรม 8 ค่ำ เดือน 11 ทางวัดป่าสำราญนิวาสมีงานทอดกฐิน  ทางวัดได้นิมนต์ให้คณะของหลวงปู่จากถ้ำพระสบายไปร่วมงานด้วย  ระหว่างนี้หลวงปู่ท่านก็ไป ๆ มา ๆ  ระหว่างถ้ำพระสบายกับวัดป่าสำราญนิวาส  หลังจากเสร็จงานแล้ว  หลวงปู่ก็ลาหลวงปู่แว่นและหลวงปู่หลวง  เพื่อเดินทางไปเยี่ยมหลวงปู่เหรียญ  ที่สำนักสงฆ์นันทวนาราม  อำเภอเถิน  หลวงปู่ไปช่วยบูรณะวัดร่วมกับพระอาจารย์เหรียญ  ต่อมาจากนั้นอีก 15 ปี  คณะกรรมการวัดก็ปรึกษากันและมีมติให้เปลี่ยนชื่อวัดจากเดิมคือวัดนันทวนาราม มาเป็นวัดสันติสุขาราม จนเท่าทุกวันนี้

                ขณะที่หลวงปู่ได้พำนักอยู่ที่สำนักสงฆ์นันทวนารามนั้น  ได้ทราบข่าวมาว่า  ห่างจากอำเภอเถินไปประมาณ 10 ปิโลเมตร  มีถ้ำสวยงามมากมาย  หลวงปู่จึงเดินทางไปสำรวจ และพอใจในถ้ำแม่แก่งมาก  และตั้งใจจะไปปฏิบัติธรรมที่ถ้ำนี้  หลวงปู่จึงได้ตัดสินใจว่าจะมาพัฒนาถ้ำแม่แก่ง  และถ้ำใกล้เคียงให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม  โดยมีชาวบ้านมากมายที่ศรัทธาหลวงปู่ มาช่วยกันสร้างที่พักชั่วคราวให้ตามริมฝั่งแม่น้ำแก่ง  กลางคืนก็มีชาวบ้านพากันไปฟังเทศน์  ฝึกสมาธิ เป็นประจำ  เมื่อหลวงปู่ปรับปรุงบันไดขึ้นสู่ถ้ำอินทร์โขงเรียบร้อยแล้ว  ก็ย้ายขึ้นไปอยู่ถ้ำอินทร์โขง  สำหรับเสนาสนะถ้ำอินทร์โขง หลวงปู่ท่านใช้เวลาบุกเบิกประมาณเกือบ 2 ปี  จนมีกุฏิที่พักโยม  ศาลาโรงธรรม  ครบสมบูรณ์พอเป็นสถานที่บำเพ็ญสมณธรรม  และอบรมสั่งสอนญาติโยมได้อย่างสะดวกสบาย  ในระหว่างที่หลวงปู่มาอยู่ที่นี้  ก็มีญาติโยมออกมาปฏิบัติฟังธรรมมากมาย  ซึ่งก็บรรลุวัตถุประสงค์ในการมาของท่านจริง ๆ  เป็นอันว่า  หลวงปู่ได้จำพรรษาที่ 14 ที่ถ้ำอินทร์โขง  ซึ่งตรงกับปี พ.ศ.2493  และขณะที่หลวงปู่พักอยู่ที่ถ้ำอินทร์โขงนั่นเอง  ก่อนออกพรรษาไม่นาน  ท่านได้อาพาธเป็นไข้ป่าอีกครั้ง  อาการหนักมาก  ไม่ว่าจะรักษาประการใดอาการก็ไม่ดีขึ้น  หลวงปู่จึงได้สัตตาหะไประหว่างพรรษา  เพื่อความสะดวกในการรักษา  จึงได้ไปพักที่วัดอุ่มลองในอำเภอเถิน ใกล้คลีนิคหมอผู้เป็นเจ้าของไข้  อาการก็ทุเลาลงมาก  เมื่อครบ 7 วัน คือครบสัตตาหะ  จึงต้องกลับถ้ำอินทร์โขง เพื่อประกอบพิธีออกพรรษาแล้วอาการก็ยังไม่ดีขึ้น  ประกอบกับมีอาการหัวใจเต้นไม่ปกติควบคู่กันด้วย  เมื่อหมอแนะว่าไข้หนักและมีโรคแทรกซ้อนด้วย  จึงควรไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ที่เชียงใหม่  หลวงปู่จึงได้ออกจากถ้ำอินทร์โขงมุ่งไปแวะพักที่สำนักสงฆ์นันทวนาราม  อำเภอเถิน  พักอยู่ 4-5 วัน ก็ออกเดินทางต่อไปพักอยู่ที่วัดเจริญธรรม  อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่  พักรักษาตัวอยู่ 4-5 เดือน  อาการโรคหายเกือบปกติ

                ขึ้นปี 2494  คณะญาติโยมจากอำเภอเถิน  จึงตามมานิมนต์ให้กลับไปอยู่จำพรรษา (พรรษาที่ 15)  ที่วัดนันทวนาราม  หรือวัดสันติสุขาราม  ในปัจจุบัน  ซึ่งหลวงปู่ท่านก็รับนิมนต์  ในพรรษาท่านได้บำเพ็ญเพียรอย่างเต็มที่  พอออกพรรษาในปี พ.ศ.2494  หลวงปู่และเพื่อสหธรรมิกก็ได้ออกธุดงค์แสวงหาวิเวกเช่นเคย  โดยวิเวกไปทางใต้ ผ่านบ้านนาเกลือ  บ้านสันต้นขิง  จนกระทั่งถึงอำเภอแม่พริก  แล้วจึงกลับไปพักอยู่ที่วัดนันทวนารามตามเดิม

                พรรษาที่ 16-32 (พ.ศ.2495-2511) ขึ้นปี พ.ศ.2494  พระอาจารย์แส่ว (กุศล) กุสลจิตฺโต  พร้อมด้วยญาติโยมจากอำเภอหล่มเก่า  ไปนิมนต์หลวงปู่ถึงอำเภอเถิน  เพื่อให้หลวงปู่ไปช่วยก่อสร้างสำนักสงฆ์ที่อำเภอหล่มเก่า  เดือนกุมภาพันธ์ท่านจึงออกเดินทาง  สถานที่ที่จะสร้างสำนักสงฆ์นั่นเป็นเนินเล็ก ๆ อยู่ทางทิศตะวันออกของหล่มเก่า  ซึ่งก็มีพวกต่อต้านสร้างปัญหาไม่เว้นแต่ละวัน  จนญาติโยมที่มาช่วยงานต่างก็ท้อแท้ไปตาม ๆ กัน  ถึงกระนั้นก็ยังมานะพยายามสร้างจนแล้วเสร็จ  จนสามารถทำให้สำนักสงฆ์นฤมลวัฒนาเกิดขึ้นที่หล่มเก่า  เมื่อปี พ.ศ.2495 ในเนื้อที่ 18 ไร่

                เมื่อสำนักสงฆ์แห่งนี้เสร็จตามประสงค์แล้ว  หลวงปู่ได้อยู่จำพรรษา ณ ที่แห่งนี้เป็นเวลา 3 พรรษา ติดต่อกัน  โดยมิได้ย้ายไปวิเวก ณ ที่แห่งใดเลย  และดูเหมือนว่าหลวงปู่จะชอบสถานที่แห่งนี้เป็นพิเศษ  จึงเป็นอันว่าหลวงปู่ได้มาสร้างมาพัฒนาวัดนฤมลพัฒนาเป็นเวลา 3 ปี (พ.ศ. 2495-2497) ศาลาการเปรียญหลังเก่านั้น  สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2496 ส่วนศาลาอเนกประสงค์หลังใหม่  สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2539  ซึ่งสร้างพร้อมกับปโมทิตะเจดีย์ ที่หนองบัวลำภู  ครั้นเมื่อออกพรรษาปี พ.ศ. 2497  หลวงปู่ก็หวนคิดถึงถิ่นมาตุภูมิ  หลวงปู่จึงได้เดินทางกลับมาตุภูมิ  โดยไปพักที่ป่าช้าศรีสว่าง (ป่าช้าบ้านขาม)  ตำบลบ้านขาม อำเภอหนองบัวลำภู  จังหวัดอุดรธานี

                พรรษาที่ 19-24 (พ.ศ.2498-2503)  ท่านพักอยู่ที่ป่าช้าศรีสว่างประมาณ 2-3 ปี (พรรษาที่ 19-20) ก็ได้ทราบข่าวจากเพื่อนสหธรรมิกของท่านว่า  ท่านพ่อลี  ธมฺมธโร  ได้ไปสร้างวัดพัฒนาเสนาสนะอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ  ชื่อวัดอโศการาม  หลวงปู่ท่านเคารพนับถือท่านพ่อลีเป็นเสมือนครูบาอาจารย์  และเคยอยู่ร่วมปฏิบัติกับท่านพ่อลี  ไม่ว่าจะเป็นที่ห้วยน้ำริน จังหวัดเชียงใหม่  วัดนฤมล หล่มเก่า และภูกระดึง  และนอกจากจะทราบว่าท่านพ่อลีไปสร้างวัดอโศการาม  ท่านยังทราบอีกว่าท่านจะจัดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ  อย่างใหญ่โตมโหฬารในปี พ.ศ.2500  รับสมัครผู้บวชเณร 5,000 กว่าคน  บวชพราหมโณ พราหมณี 5,000 คน  หลวงปู่จึงตัดสินใจไปร่วมงานในครั้งนี้ด้วย  เพราะคิดว่าคงมีพระอาจารย์ผู้มีชื่อเสียง ไปร่วมในงานใหญ่โตมโหฬารเช่นนี้มากมาย  เรียกว่าเป็นงานประวัติศาสตร์ซึ่งหาจัดและดูได้ยากยิ่ง  ดังนั้นในปี พ.ศ. 2500 นี้เอง  หลวงปู่จึงได้อยู่จำพรรษากับท่านพ่อลีที่วัดอโศการาม  ครั้นออกพรรษาแล้ว  คณะญาติโยมจากอำเภอเถินก็ตามมานิมนต์หลวงปู่ถึงวัดอโศการาม เพื่อกลับไปอยู่ที่วัดนันทวนารามอีก  ซึ่งหลวงปู่ก็รับนิมนต์  เป็นวันว่าปี พ.ศ. 2501  หลวงปู่ก็กลับมาจำพรรษาที่วัดนันทวนาราม  อำเภอเถิน  ให้การอบรมแก่ญาติโยมและพระเณร  โดยเน้นหนักทางด้านการปฏิบัติ

                ต่อมาในปี พ.ศ. 2502  หลวงปู่จึงได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดนฤมลวัฒนา  ได้พัฒนาและจัดสร้างเสนาสนะที่ค้างอยู่จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเป็นที่น่าพอใจ  และพอจวนจะเข้าพรรษาในปี พ.ศ. 2503  หลวงปู่จึงเดินทางมาพักจำพรรษาที่วัดอโศการามอีกครั้งหนึ่ง
                               

                พรรษาที่ 25-29  (พ.ศ.2504-2508)  ครั้นในปี พ.ศ. 2504 และ 2505 หลวงปู่ได้กลับไปจำพรรษาที่วัดนฤมลวัฒนา  คราวนี้หลวงปู่ท่านเร่งพัฒนาทั้งทางวัตถุและบุคคล ที่ว่าวัตถุนั้นคือท่านพัฒนาเสนาสนะภายในวัดในส่วนที่ท่านยังทำค้างคาอยู่  และด้านบุคคลคือท่านอบรมสั่งสอนชาวบ้านโป่งตูม  และหมู่บ้านใกล้เคียง  เน้นการเจริญภาวนา อีกทั้งเรื่องไตรสิกขา ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกันกับหลวงปู่มั่นทุกประการ  จากนั้นหลวงปู่ท่านได้กลับไปวัดป่าศรีสว่าง จังหวัดอุดรธานี  ในราวต้นปี พ.ศ.2506 เพื่อรวมงานฉลองศาลาการเปรียญ เมื่อเสร็จงานหลวงปู่จึงได้ชักชวนหลวงปู่อ่อนสี  จุนฺโทวัดบ้านอูบมุง(วัดป่ารัตน
มงคล)
  อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี  ไปวิเวกปฏิบัติธรรมทางจังหวัดหนองคาย  ได้ไปแวะพักที่วัดอรัญญวาสี  ในเขตอำเภอท่าบ่อ  ซึ่งวัดนี้ท่านหลวงปู่เสาร์  หลวงปู่มั่น และครูบาอาจารย์ในสายกรรมฐานอีกหลายรูปเคยมาพำนักปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดนี้  จึงเป็นอันว่าหลวงปู่ท่านพำนักอยู่ที่วัดอรัญญวาสี ถึง 3 พรรษาติดต่อกัน  คือ พ.ศ. 2506-2508 หลังจากออกพรรษาในปี พ.ศ. 2508 แล้ว  หลวงปู่ก็ได้ออกธุดงค์วิเวกในแถบอำเภอใกล้เคียง คือ อำเภอบ้านผือ อำเภอศรีเชียงใหม่ อยู่ประมาณ 2-4 เดือน  แล้วจึงกลับมาพักอยู่ที่วัดอรัญญวาสี อีกระยะหนึ่ง

                พรรษาที่ 30-32 (พ.ศ. 2509-2511) ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2509 หลวงปู่ตัดสินใจจะเข้าอยู่กรุงเทพฯ  โดยการชักชวนของเพื่อนพรหมจรรย์  ที่เคยร่วมทุกข์ร่วมยากกันมา  ในที่สุดหลวงปู่ก็ตัดสินใจเข้าอยู่จำพรรษาที่วัดธรรมมงคล พระโขนง กรุงเทพฯ กับเจ้าคุณวิริยังค์  ซึ่งในอดีต  หลวงปู่เคยอยู่ด้วยที่วัดป่าบ้านโคกนามน  ตำบลตองโขป จังหวัดสกลนคร  โดยขณะนั้นพระอาจารย์ใหญ่ หลวงปู่มั่น  ภูริทตฺโต เป็นประธานสงฆ์  ส่วนเจ้าอาวาสคือพระอาจารย์กงมา  ส่วนวัดธรรมมงคล กรุงเทพฯ เพิ่งสร้างเมื่อปี พ.ศ.2506  หลวงปู่ได้จำพรรษาที่วัดนี้เมื่อปี พ.ศ.2509  และหลังจากออกพรรษาในปี พ.ศ.2511 แล้ว หลวงปู่จึงได้เดินทางไปประเทศอินเดีย ในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2511  เพื่อไปสถานที่ต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าเคยประทับ  นับเป็นการเดินทางที่หลวงปู่ประทับใจมิรู้ลืมจนกระทั่งทุกวันนี้

                พรรษาที่ 33-ปัจจุบัน  (พ.ศ.2512-ปัจจุบัน)  หลวงปู่อยู่ที่วัดธรรมมงคลเพียง 3 ปี (พ.ศ.2509-2511) พอปี พ.ศ.2512 ได้มีผู้ใจบุญถวายที่ดินจำนวน 6 ไร่ กับอีก 33 วา แก่พระเทพเจติยาจารย์ (ท่านเจ้าคุณวิริยังค์  สิรินฺธโร)  หลวงพ่อวิริยังค์จึงให้หลวงปู่มาช่วยสร้างวัดสิริกมลาวาส (วัดใหม่เสนา) ในที่ดังกล่าว  และขอร้องให้มาอยู่  เดิมทีนั้นหลวงปู่ได้มาสร้างวัดสิริกมลาวาส ในฐานะรักษาการเจ้าอาวาส  ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2517  ท่านก็ได้รับพระราชทานแต่งตั้งสมณศักดิ์ เป็นพระครูสามัญที่ “พระครูปราโมทย์ ธรรมธาดา”  พร้อมกันนั้นท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดสิริกมลาวาส  โดยถูกต้อง  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  อีกทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์  เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธียกช่อฟ้า  และตัดหวายลูกนิมิตในวันที่ 15  กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2517  เวลา 16.19 น.

                ต่อมาในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2519  ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์  และในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2535  ท่านก็ได้รับการพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์  เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรพัดยศในทินนามเดิม คือ พระครูปราโมทย์ธรรมธาดา  ถึงแม้ว่าหลวงปู่ท่านจะไม่ค่อยถนัดในงานด้านคันถธุระมากนัก  แต่ท่านก็ได้เพียรพยายามปฏิบัติหน้าที่ตลอดมาจนเป็นที่ยอมรับของพระภิกษุสามเณรและฆราวาสทั่วไป  ส่วนทางด้านวิปัสสนาธุระนั้น  ท่านก็มิได้ทิ้ง  คงส่งเสริมให้มีการปฏิบัติกรรมฐานทุกวันในช่วงเวลาค่ำ  หลังจากที่ได้สวดมนต์ทำวัตรเย็นกันเสร็จแล้ว  โดยจะเริ่มในเวลาประมาณ  19.00 น. เรื่อยไปจนถึงเวลา 21.00 น.  โดยที่หลวงปู่ท่านจะเป็นผู้นำพาญาติโยมปฏิบัติธรรมทุกวัน  เว้นแต่เหตุจำเป็นและอาพาธ  ซึ่งเป็นความเมตตาอย่างหาประมาณมิได้โดยแท้